สัญญาให้ปลูกสร้างอาคารในที่ธรณีสงฆ์โดยมีข้อตกลงให้เช่าเมื่อปลูกสร้างเสร็จ เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขในอนาคต ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาก่อนจึงจะสม
สัญญาที่มีเงื่อนไขในอนาคตซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ข้อ 4 หากยังไม่ได้รับความเห็นชอบ สัญญายังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ไม่สามารถฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ แต่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหากจำเลยผิดสัญญา
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากสัญญายังไม่สมบูรณ์เพราะไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญา แต่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย
ที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดจำเลย 3 แปลง จำเลยทำสัญญาให้โจทก์ปลูกสร้างอาคาร โดยเมื่อสร้างเสร็จกรรมสิทธิ์ในอาคารตกเป็นของจำเลย และโจทก์มีสิทธิเช่าอาคารเป็นเวลา 30 ปี สัญญาระบุว่าค่าเช่าจะชำระเมื่อกรมการศาสนาให้ความเห็นชอบ ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาก่อนได้รับความเห็นชอบ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2294/2541ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.เคโจทก์วัด สุวรรณ คีรีวงก์จำเลย ป.พ.พ. ม. 369 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2(พ.ศ. 2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ข้อ 2 ระบุว่า การกันที่ดินซึ่งเป็นที่วัดให้เป็นที่จัดประโยชน์จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อกรมการศาสนาเห็นชอบและได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม และข้อ 4 ระบุว่า การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ที่มีกำหนดระยะเวลาการเช่าเกิน 3 ปี จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมศาสนา ดังนี้ เมื่อพิจารณาสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยแล้วจึงไม่ใช่ เป็นสัญญาเช่าโดยตรง หากแต่เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขในอนาคต เพราะขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่ได้ปลูกสร้างอาคารต่าง ๆ แต่ การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็มีผลให้เห็นได้ในอนาคตว่า หากโจทก์ปลูกสร้างอาคารต่าง ๆ แล้วเสร็จตามสัญญาก็ย่อมจะ มีผลให้จำเลยต้องบังคับตามสัญญา คือให้โจทก์มีสิทธิเช่า อาคารต่าง ๆ ได้เป็นเวลา 30 ปี อันจำเป็นจะต้องขอความเห็นชอบ จากกรมการศาสนาก่อน ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างทราบดีดังจะเห็น ได้จากสัญญาในข้อ 5 ที่ว่าเพื่อเป็นการตอบแทนที่ได้ลงทุน สร้างอาคารในที่ดิน ผู้ลงทุนตกลงชำระเงินบำรุงวัดสุวรรณคีรีวงก์ จำนวน 1,200,000 บาท โดยผู้ลงทุนจะชำระในวันที่กรมการศาสนา ให้ความเห็นชอบสัญญานี้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าสัญญาระหว่าง โจทก์จำเลยยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมศาสนา สัญญาระหว่าง โจทก์และจำเลยจึงยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ยังไม่สามารถ นำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญานี้ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหลังจากทำสัญญาแล้ว จำเลยได้บอกเลิก สัญญาแก่โจทก์ ไม่ยอมให้โจทก์เข้าปลูกสร้างอาคารต่าง ๆ โดย ไม่รอฟังผลการเห็นช