การเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ขณะขับรถ ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43 ทวิ เนื่องจากเมทแอมเฟตามีนไม่ใช่วัตถุออ
บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2) เมื่อเมทแอมเฟตามีนถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 มิใช่วัตถุออกฤทธิ์ การเสพเมทแอมเฟตามีนจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43 ทวิ
พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43 ทวิ และ 157 ทวิ และยกคำขอพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
จำเลยซึ่งเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถยนต์บรรทุก โดยขณะนั้นมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 และ 135 (พ.ศ. 2539) ใช้บังคับ ซึ่งระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ทำให้เมทแอมเฟตามีนไม่เป็นวัตถุออกฤทธิ์อีกต่อไป
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4983/2541พนักงานอัยการ จังหวัด ยโสธรโจทก์นาย เทียน ขำ โท้จำเลย ป.อ. ม. 2 ป.วิ.อ. ม. 176 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ, ม. 157 ทวิ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57, ม. 91 ประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับ ใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ (ผู้ขับรถ) เสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ขณะขับขี่รถยนต์บรรทุก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ใช่เสพวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาท พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิบัญญัติห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพหรือรับเข้าร่างกายไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ซึ่งวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทกลุ่ม แอมเฟตามีนหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอย่างอื่นที่อธิบดีกำหนดซึ่งผู้ฝ่าฝืนมีความผิด ตามมาตรา 157 ทวิ นั้น เมื่อตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่องกำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 กำหนดให้ห้ามเสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน แสดงว่า บทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ที่จะเอาผิด และลงโทษผู้ขับขี่ที่เสพหรือรับวัตถุออกฤทธิ์ เข้าร่างกายเท่านั้น มิได้ประสงค์ที่จะเอาผิดและลงโทษผู้ขับขี่ที่เสพหรือรับยาเสพติดให้โทษ ในประเภท 1 เข้าร่างกายด้วย ประกอบกับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรกบัญญัติให้บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้นบัญญัติ เป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ดัง