ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5105/2541

ประเด็นกฎหมาย

การตอกบัตรลงเวลาแทนกันโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือมีเจตนาทุจริต ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่

หลักกฎหมาย

การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจะถือเป็นกรณีร้ายแรงต่อเมื่อการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยเป็นพิเศษยิ่งกว่าการฝ่าฝืนธรรมดา หรือทำให้ลูกจ้างหรือผู้อื่นได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติมกว่าปกติ หรือมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้

คำวินิจฉัย

การกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง พิพากษายืนให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 37,500 บาทแก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัย ตอกบัตรลงเวลาเลิกงานแทนนายวีรพงศ์ และให้นายวิทยาวุฒิตอกบัตรลงเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ โดยจำเลยมีประกาศห้ามตอกบัตรแทนกันโดยเด็ดขาด แต่ไม่ปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยเป็นพิเศษ หรือทำให้โจทก์หรือผู้อื่นได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติมกว่าปกติ หรือม

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5105/2541นาย จร วย สี สาย ทองโจทก์บริษัท บุญ สม ก่อสร้าง จำกัดจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(1), ข้อ 47(3)จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งหัวหน้า พนักงานรักษาความปลอดภัย แม้มีประกาศของจำเลยกำหนด ให้พนักงานทุกคนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดว่า ห้ามมิให้พนักงานทุกคนของจำเลยตอกบัตรลงเวลาเข้าทำงานและเลิกงาน แทนกันโดยเด็ดขาดก็ตาม แต่การที่โจทก์ตอกบัตรลงเวลา เลิกงานแทน ว.ก็ดีหรือที่โจทก์ให้ว.ตอกบัตรลงเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ก็ดี เมื่อฟังไม่ได้ว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย อย่างไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าการฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หรือทำให้โจทก์ พ.หรือว. ได้รับผลประโยชน์อื่นใดเพิ่มเติมกว่าปกติจากจำเลยนอกเหนือจากค่าจ้างที่บุคคลทั้งสามจะพึงได้รับตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือโจทก์มีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นอย่างใดดังนี้ การกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงโจทก์ฟ้องว่า วันที่ 18 พฤษภาคม 2533 จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,250 บาท ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2540 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 10,833 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย2,083.33 บาท และค่าชดเชย 37,500 บาท ให้แก่โจทก์จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยนำสืบฟังได้เพียงว่าโจทก์จงใจกระทำควา