ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5551/2541

ประเด็นกฎหมาย

การคำนวณหนี้ภาษีอากรค้างเมื่อลูกหนี้มีทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ยึดมาได้และนำมาชำระหนี้ ต้องเฉลี่ยชำระตามสัดส่วนภาษีและเงินเพิ่มตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.65/

หลักกฎหมาย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ทวิ วรรคแรก กำหนดให้ถือว่าเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เป็นเงินภาษี และมาตรา 12 วรรคแรก กำหนดว่าภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งเมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง ดังนั้น หนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมทั้งเงินเพิ่มและเงินเพิ่มใหม่จึงถือเป็นหนี้ภาษีอากรค้างต

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าภาษีอากรเป็นจำนวน 2,388,869.88 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ลูกหนี้ค้างชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี 2528 เป็นเงิน 1,206,030.49 บาท และเงินเพิ่มจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2534 เป็นเงิน 1,067,336.98 บาท รวมเป็นหนี้ 2,273,367.47 บาท เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากบัญชีเงินฝากธนาคารของลูกหนี้จำนวน 11,595.55 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่าต้องนำเงินดังกล่าวทั้งหมดไปห

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5551/2541กรมสรรพากรโจทก์เจ้าหนี้โจทก์กรมสรรพากรโจทก์บริษัท สห มิตร ร่วม กิจ พืชผล จำกัดจำเลย ป.รัษฎากร ม. 12, ม. 27 ทวิ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 65/2539 ข้อ 1(3)ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ทวิ วรรคแรก กำหนดให้ถือว่า เงินเพิ่มตามมาตรา 27 เป็นเงินภาษี และมาตรา 12 วรรคแรก กำหนดว่าภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่ง เมื่อถึงกำหนด ชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง ดังนั้น การที่ลูกหนี้ค้างชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำ ปี 2528 รวมทั้งเงินเพิ่ม เนื่องจากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตาม กำหนดและเงินเพิ่มใหม่ จึงถือเป็นหนี้ภาษีอากรค้างตาม ความหมายของมาตรา 12 วรรคแรกทั้งสิ้น การที่เจ้าหนี้ นำเงินฝากในธนาคารอันเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ไปหักออกจาก หนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงเป็นการกระทำเพื่อให้เจ้าหนี้ ได้รับชำระภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 วรรคสอง นั่นเอง หาใช่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใดไม่ แม้เจ้าหนี้จะอ้างคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.65/2539 เรื่อง การชำระภาษี เงินเพิ่มและหรือเบี้ยปรับบางส่วน ข้อ 1(3) ที่ระบุว่า การชำระภาษีและเงินเพิ่มต้องมี การเฉลี่ยตามสัดส่วนของจำนวนภาษีและเงินเพิ่มนั้น ก็เป็น เพียงคำสั่งภายในของกรมสรรพากรเจ้าหนี้ที่แจ้งให้ เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในกรณีผู้มี หน้าที่เสียภาษีมาชำระหนี้ เงินเพิ่มและหรือเบี้ยปรับ ตามประมวลรัษฎากรบางส่วนมิได้ชำระให้ครบถ้วนตามแบบแจ้ง การประเมินภาษีเท่านั้น มิใช่กฎหมายที่ใช้บังคับแก่บุคคล ทั่วไป ดังนั้น จึงไม่อาจใช้บังคับแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ต้องดำเนินตามคดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ไว้เด็ดขาดแล้ว เมื่อวันที่ 4 เ