ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5779/2541

ประเด็นกฎหมาย

ข้อตกลงหักค่าชดเชยและค่าจ้างหลังพ้นสภาพลูกจ้างเพื่อชำระหนี้เงินกู้สวัสดิการ ไม่ขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 30 และไม่เป็นโมฆะ

หลักกฎหมาย

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 30 มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด ในระหว่างที่ยังเป็นลูกจ้างเท่านั้น เมื่อลูกจ้างพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว ข้อตกลงให้นายจ้างนำเงินดังกล่าวมาชำระหนี้ไม่ต้องห้ามตามประกาศดังกล่าว ข้อตกลงจึงมีผลบังคับได้ ไ

คำวินิจฉัย

ข้อตกลงที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี มาหักชำระหนี้เงินกู้สวัสดิการ หลังจากโจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว ไม่ขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 30 และมีผลบังคับได้ ไม่เป็นโมฆะ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปี รวม 103,845 บาท แต่โจทก์เป็นหนี้เงินกู้สวัสดิการ 74,022.52 บาท โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อพ้นสภาพลูกจ้างให้ชำระหนี้ทันที จำเลยจึงหักหนี้ดังกล่าวจากเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับ ค

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5779/2541นาย สุรดิษฐ์ แสง ทองโจทก์บริษัท เงินทุน บางกอก เอเชียน จำกัดจำเลย ป.พ.พ. ม. 150 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 30ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 30ที่บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างนำหนี้อื่นมาหักกับค่าจ้างค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดที่จะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดในระหว่างที่ลูกจ้างยังไม่พ้นจากสภาพการเป็นลูกจ้างเท่านั้นดังนี้ การที่โจทก์จำเลยตกลงกันเมื่อโจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว โดยโจทก์ตกลงให้จำเลยนำค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีซึ่งเป็นเงินที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์หลังจากโจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเนื่องจากถูกเลิกจ้าง มาชำระหนี้เงินกู้สวัสดิการของโจทก์ตามข้อตกลงก่อน เมื่อไม่ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ข้อตกลงกันระหว่างโจทก์จำเลยจึงมีผลบังคับได้ไม่ตกเป็นโมฆะโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าจำเลยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องลดพนักงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายโดยโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือทุจริตต่อหน้าที่ ทั้งไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 86,940 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นเงิน 14,490 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามจำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่เหลืออีก 5 วัน เป็นเงิน 2,415 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยมาเป็นเวลา 16 ปี 6 เดือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยพิเศษอีกปีละ 15 วัน คิดเป็นเงิน 79,659 บาท ก่อนที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์