ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 391 - 394/2529

ประเด็นกฎหมาย

การเลิกจ้างโดยอ้างเหตุขาดทุนติดต่อกันเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมหรือไม่ และสิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จเมื่อได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแล้ว

หลักกฎหมาย

การเลิกจ้างเนื่องจากนายจ้างประสบภาวะขาดทุนจำนวนมากติดต่อกันเป็นเวลาต่อเนื่อง ถือเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม โดยไม่ต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้า และตามระเบียบเงินบำเหน็จที่กำหนดให้หักเงินทุกชนิดที่ต้องจ่ายตามกฎหมายออกจากเงินบำเหน็จ ค่าชดเชยเป็นเงินที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย จึงต้องนำมาหักออกจากเงินบำเหน็จ หากค่

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ยกฟ้องโจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2528 โดยอ้างว่าประสบภาวะขาดทุนติดต่อกันในปี พ.ศ. 2526 และ 2527 โดยในปี 2526 ขาดทุน 28,454,121 บาท และปี 2527 ขาดทุนอีก 14,275,802 บาท คงมียอดขาดทุนสะสม 6,729,502 บาท และจำเลยมีระเบียบเงินบำเหน็จข้อ 6.3 ให้หักเงินทุกชนิดที่ต้องจ่ายตามกฎหมายออกจากเงินบำเห

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 391 - 394/2529นาย พรชัย ปทุมชัยศิริกุลโจทก์บริษัท โมบิลออยล์ไทยแลนด์ จำกัดจำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะประสพการขาดทุนจำนวนมากติดต่อกันแม้ไม่ได้ประกาศให้ทราบล่วงหน้าก็ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว ตามระเบียบของจำเลยว่าด้วยเงินบำเหน็จฯยอดเงินที่พนักงานจะได้รับคือยอดเงินที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ลบด้วยเงินทุกชนิดที่จำเลยต้องจ่ายให้พนักงานตามกฎหมายก่อนเงินบำเหน็จของโจทก์จึงต้องถูกลบด้วยค่าชดเชยซึ่งเป็นเงินที่จำเลยต้องจ่ายตามกฎหมายเมื่อค่าชดเชยมีจำนวนสูงกว่าเงินบำเหน็จโจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จอีก.คดีสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณา โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับสำนวนโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างเดิม หากไม่รับให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยปฏิบัติถูกต้องตามก3ฎหมายและโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ประการแรกว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่มีความผิด ที่จำเลยอ้างว่าประสพภาวะการขาดทุนในปี พ.ศ. 2526 และ 2527 ไม่เป็นความจริงความจริงนั้นจำเลยยังมีกำไรสะสมในปี พ.ศ. 2526 เป็นเงินสามสิบหกล้านบาทเศษ กับในปี พ.ศ. 2527 เป็นเงินเจ็ดล้านบาทเศษ และเม้จะมีการขาดทุนตามงบดุลก็มิใช่เหตุที่จำเลยจะอ้างเพื่อเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยคลาดเคลื่อนต่อกฎหมายนั้นปรากฏว่าในปี พ.ศ.