ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1417/2542นาย อุด ม เพิ่มพูล บูรณะโจทก์นาย รัตน์เชนทร์ ขาวละออจำเลย ป.พ.พ. ม. 456, ม. 1378ก่อนทำสัญญาซื้อขายจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในโครงการกำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งหลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้วในวันนั้นเองโจทก์ก็ได้ไปยื่นคำขอทำประโยชน์ ในที่ดินพิพาทต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อขอรับหนังสืออนุญาต ให้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลย แสดงว่าโจทก์ทราบดีว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินอันอาจโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันได้ดังเช่น ที่ดินมีโฉนด การที่โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทโดยรู้อยู่ว่า จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองและกำลังดำเนินการขอรับหนังสือ อนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินโดยมีเจตนาให้จำเลยโอนการครอบครอง ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อที่โจทก์จะสวมสิทธิของจำเลยไปดำเนินการขอออกหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินในนามของโจทก์ เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้มอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้ว โจทก์จะอ้างว่าการที่จำเลยไม่สามารถ โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ได้เป็นการผิดสัญญาซื้อขาย หาได้ไม่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยตกลงขายที่ดินสวนผลไม้และสวนยางพาราเนื้อที่ 37 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา ให้แก่โจทก์ โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้จึงตกลงทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย ต่อมาโจทก์ทราบว่าที่ดินอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ห้ามมิให้โอน แบ่งแยกหรือซื้อขายกัน โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่สามารถโอนได้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,764,782 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,740,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า การซื้อขายที่ด