ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2512

ประเด็นกฎหมาย

พนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารในฐานะบุคคลอันธพาลตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 21 และหนังสื

หลักกฎหมาย

การกระทำผิดฐานฉุดคร่าอนาจาร ล่อลวงข่มขืน และลวงไปฆ่า ถือเป็นการรังแกข่มเหงผู้อื่นตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 21 ซึ่งให้อำนาจพนักงานสอบสวนควบคุมตัวบุคคลอันธพาลได้ครั้งแรกไม่เกิน 30 วัน เพื่อสอบสวนในความผิดที่ถูกกล่าวหา โดยเป็นการขยายอำนาจการควบคุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87

คำวินิจฉัย

การกระทำของจำเลยไม่เป็นผิดดังฟ้อง พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ผู้เสียหายถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจาร จำเลยซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนได้สอบสวนพยานไปบ้างแล้ว ต่อมาผู้เสียหายไม่มีประกันตัว จำเลยจึงขออนุมัติขังผู้เสียหายในฐานะบุคคลอันธพาลเป็นเวลา 23 วัน โดยไม่ปรากฏว่ามีการกลั่นแกล้ง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2512์ นาย คำ ผุ ย การภัก ดี ผู้เยาว์โจทก์ย ร้อยตำรวจโท ปั่น พงษ์ เดิมจำเลย ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 21 พ.ศ.2501 ป.อ. ม. 157ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 21 กล่าวถึงบุคคลที่กระทำการรังแก ข่มเหง ผู้อื่น หรือประกอบอาชีพในทางผิดกฎหมายบางจำพวกว่าเป็นบุคคลที่ประพฤติตนเป็นอันธพาล. โดยมิได้จำแนกไว้โดยชัดเจนว่าบุคคลเหล่านั้นรังแกข่มเหงขู่เข็ญหรือรบกวนผู้อื่นเป็นลักษณะความผิดอะไรบ้าง. ส่วนหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ 2498/2502 กล่าวถึงผู้กระทำผิดในคดีฉุดคร่าอนาจาร ล่อลวงข่มขืน และลวงไปฆ่าว่าเป็นภัยแก่สังคม. ทั้งนี้ความผิดดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นการรังแกข่มเหงผู้อื่นตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 21 นั่นเอง.จึงเท่ากับเป็นการชี้ถึงความผิดทั้ง 4 ประเภทโดยเฉพาะว่าเป็นการกระทำของบุคคลที่ประพฤติตนเป็นอันธพาล.ผู้เสียหายถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานพยายามข่มขืน กระทำชำเราและกระทำอนาจาร. การกระทำของผู้เสียหายจึงเข้าหลักเกณฑ์ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 21 และหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่2498/2502. จำเลยจึงมีอำนาจควบคุมตัวไว้เพื่อสอบสวนได้ไม่เกิน 30 วัน.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแกล้งขังโจทก์เป็นบุคคลอันธพาล โดยไม่ได้สอบสวนเสียก่อนว่าโจทก์เป็นบุคคลอันธพาลหรือไม่ และไม่ได้รายงานขออนุญาตหัวหน้าสถานีตำรวจขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา148, 150, 165, 200, 309, 310, 157, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 310 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 แก้ไขเพิ่มเติมปี 2502 มาตรา 13 และมาตรา 310 ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทหนักให้จำคุก 1 ปี แต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี