สัญญาค้ำประกันที่ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่
สัญญาค้ำประกันที่ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบบริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ โดยไม่คำนึงถึงเจตนาของคู่ความ
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้ 16,000 บาท โดยอ้างสัญญาค้ำประกันที่ปิดอากรแสตมป์เพียง 1 บาท แต่กฎหมายกำหนดให้ปิด 10 บาท จำเลยที่ 2 ปฏิเสธความรับผิด
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1111/2512์ นาย ติ้น แซ่อ๋องโจทก์ย นาย สม ภพ ช่วยบำรุง ที่ 1 นายชุ่ม สมพันธ์ ที่จำเลย ป.พ.พ. ป.รัษฎากร ป.วิ.พ. โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ไป และจำเลยที่2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ให้การว่า. ไม่มีเจตนาทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงิน. แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทำสัญญาซื้อขายที่ดินและห้องแถวกันจำเลยที่ 2 ค้ำประกันแต่เพียงว่า.จะไม่ให้จำเลยที่ 1 เข้าไปเกี่ยวข้องเรียกร้องเอาทรัพย์สินที่ซื้อขายคืนเท่านั้น. ดังนี้ จำเลยที่ 2 มิได้ให้การรับ. และเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการกู้เงิน. ซึ่งจำเป็นที่โจทก์ต้องอ้างหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานในคดีด้วย. เมื่อสัญญาค้ำประกันที่โจทก์อ้างปิดอากรแสตมป์เพียง 1 บาท แต่ตามประมวลรัษฎากรต้องปิด 10 บาท. เอกสารสัญญาค้ำประกันจึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้.โจทก์จะมีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายประมวลรัษฎากรหรือไม่.ไม่สำคัญ. ถ้ามีการบกพร่องในเรื่องปิดอากรแสตมป์ไม่ครบบริบูรณ์แล้ว.ศาลก็รับฟังเอกสารนั้นๆ เป็นพยานไม่ได้.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้เงินโจทก์ไป 16,000 บาทจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ครบกำหนดตามสัญญากู้ โจทก์เตือนแล้วจำเลยไม่ชำระ ขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 ใช้ต้นเงินและดอกเบี้ย21,700 บาท หากไม่ชำระ ก็ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่ได้มีเจตนาทำสัญญากู้และค้ำประกันความจริงจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินและห้องแถวให้โจทก์ แต่ทำสัญญาซื้อขายกันเองเพื่อป้องกันไม่ให้จำเลยที่ 1 เข้าไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ซื้อขายอีก โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ให้โจทก์ยึดถือไว้ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็เพียงแต่ค้ำประกันว่า จะไม่ให้จำเลยที่ 1 เข้าไปเกี่ยวข้