ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2538

ประเด็นกฎหมาย

การพิจารณาว่ากิจการของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยซึ่งมีวัตถุประสงค์มิใช่แสวงหากำไร แต่ในทางปฏิบัติมีรายได้และค่าใช้จ่าย และมีรายได้สูงกว่ารายจ่ายตกเป็

หลักกฎหมาย

แม้นิติบุคคลจะมีวัตถุประสงค์มิใช่แสวงหากำไร แต่หากในทางปฏิบัติมีการเรียกค่าตอบแทนจากการให้บริการ และมีรายได้สูงกว่ารายจ่ายซึ่งตกเป็นทุนดำเนินงาน ถือว่ากิจการนั้นมีลักษณะแสวงหาประโยชน์ มิใช่กิจการให้เปล่า จึงเป็นกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ และต้องอยู่ภายใต้บังคับประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้ม

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการพิจารณาในประเด็นเรื่องค่าชดเชยและดอกเบี้ยเสียก่อน แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจการสหกรณ์ มิใช่แสวงหากำไร แต่ตามมาตรา 106(5) และ 107(5) จำเลยมีอำนาจซื้อ จัดหา จำหน่าย ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครองทรัพย์สิน และมีรายได้จากค่าตอบแทนในการบริการ ในทางปฏิบัติจำเลยมีงบรายได้และค่าใช้จ่าย หากรายได้สู

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2538นาย ทองสุข พินศิริกุลโจทก์สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดกิจการที่มิให้ใช้บังคับตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน แม้จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์แห่งประเทศไทยพ.ศ.2511มาตรา105และตามมาตรา104แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าแก่กิจการสหกรณ์ทุกประเภททั่วราชอาณาจักรอันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันก็ตามแต่ตามมาตรา160(5)จำเลยยังมีอำนาจซื้อจัดหาจำหน่ายถือกรรมสิทธิ์ครอบครองหรือทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินและอาจมีรายได้จากค่าตอบแทนในการบริการตลอดถึงผลประโยชน์จากทรัพย์สินของตนเองตามมาตรา107(5)ในทางปฏิบัติจำเลยมีงบรายได้และค่าใช้จ่ายหากรายได้สูงกว่ารายจ่ายจะตกเป็นทุนในการดำเนินงานต่อไปแสดงว่าการดำเนินกิจการของจำเลยมีลักษณะแสวงหาประโยชน์จากกิจการเหล่านั้นมิใช่กิจการให้เปล่ากิจการของจำเลยจึงเป็นกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานลงวันที่16เมษายน2515โจทก์ ฟ้อง ว่า จำเลย สั่ง ซื้อ สินค้า จำพวก เม็ด พลาสติก จาก บริษัท โกลเด้นเท็กซ์ เดิม จำเลย จ้าง โจทก์ ทำงาน เป็น พนักงานประจำ ดำรง ตำแหน่ง สุดท้าย เป็น รองผู้อำนวยการ ฝ่าย วิชาการ ต่อมา เมื่อ วันที่10 ธันวาคม 2536 จำเลย เลิกจ้าง โจทก์ เนื่องจาก โจทก์ อายุ ครบ หก สิบ ปีบริบูรณ์ โดย ไม่จ่าย ค่าชดเชย ขอให้ บังคับ จำเลย ชำระ เงิน ค่าชดเชยเท่ากับ ค่าจ้าง งวด สุดท้าย คูณ ด้วย จำนวน 180 วัน เป็น เงิน 124,860บาท และ ให้ จำเลย ชำระ ค่าเสียหาย เท่ากับ ดอกเบี้