ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5309/2539

ประเด็นกฎหมาย

การโอนที่ดินพิพาทเป็นการขายหรือเป็นการโอนเพื่อประกันหนี้ และจำเลยทั้งสองผิดสัญญาเช่าหรือไม่

หลักกฎหมาย

หนังสือสัญญาขายที่ดินไม่มีข้อความให้สิทธิเรียกคืนที่ดิน และไม่มีสัญญาขายฝากหรือหลักฐานอื่น คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เรื่องถูกหลอกไม่มีพยานอื่นสนับสนุน พยานจำเลยอื่นไม่อยู่ในฐานะถูกหลอกเช่นเดียวกัน ข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าจำเลยทั้งสองโอนขายแล้วเช่ามีน้ำหนักดีกว่าจำเลย พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษต

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และชำระค่าเสียหาย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

เดิมที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงเป็นของจำเลยทั้งสอง ต่อมาจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จำเลยทั้งสองยังคงทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 1 เบิกความว่าโจทก์ที่ 3 ให้โอนที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้และให้เช่าทำไร่ต่อ โดยชำระค่าดอกเบี้ยปีละ 44,700 บาท หนังสือสัญญาขายที

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5309/2539นาง ทิชา โก๋ กลิ่น กับพวกโจทก์นาย ล้วน บัว ทองคำ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 159, ม. 560 ป.วิ.พ. ม. 183 วรรคสอง พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 หนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทไม่มีข้อความตอนใดเขียนไว้เลยว่าให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 ในอันที่จะเรียกร้องเอาที่ดินคืนจากโจทก์คนใดได้ ทั้งพฤติการณ์ตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความมา อาจปรับได้กับลักษณะขายฝากหรือคำมั่นว่าจะขายคืนให้ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะบังคับเอาแก่โจทก์ที่ 3 ได้ แต่ทางนำสืบที่จำเลยที่ 1 เบิกความมาไม่มีสัญญาขายฝากหรือหลักฐานใด ๆที่จำเลยที่ 1 จะเรียกร้องเอาที่ดินพิพาทคืนจากฝ่ายโจทก์ได้เลยที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ที่ 3 หลอกนั้น ก็มีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ส่วนคำเบิกความของพยานจำเลยนั้นแม้จะได้ความว่าพยานดังกล่าวจะตกอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ที่ 3 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 มาก่อนก็ตาม ก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าพยานจำเลยอยู่ในฐานะถูกหลอกเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 พฤติการณ์คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 และพยานจำเลยทุกปากอยู่ในฐานะถูกเอาเปรียบจากโจทก์ที่ 3 ที่มีกฎหมายเป็นฐานรองรับเท่านั้น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาทแล้วผิดนัดชำระค่าเช่าจำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทใช้ทำไร่ ไม่เคยเช่าจากโจทก์ในชั้นสืบพยานคู่ความนำสืบรับกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ใช้ทำไร่ แม้ในคำฟ้องและคำให้การจะกล่าวอ้าง พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 แต่ พระราชบัญญัติดังกล่าวคงใช้บังคับสำหรับการเช่าที่ดินเพื่อการทำนาเท่านั้น ส่วนการเช่าที่ดินเพื่อการทำไร่ ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บังคับแต่อย่างใดที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในปัญหาดังกล่าว กับ