ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 235/2534

ประเด็นกฎหมาย

โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด ที่ถูกพักงานและไม่ได้แสดงความจำนงเข้าทำงานกับจำเลยตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไ

หลักกฎหมาย

ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2520 มาตรา 37 ให้จำเลยใช้ดุลพินิจในการรับพนักงานและลูกจ้างของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด มาเป็นพนักงานของจำเลยตามที่เห็นสมควร มิใช่ต้องรับทั้งหมด ดังนั้น โจทก์จะมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยก็ต่อเมื่อจำเลยใช้ดุลพินิจรับโจทก์เข้าทำงานแล้ว

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลแรงงานกลางที่พิพากษายกฟ้องโจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นพนักงานของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด ถูกพักงานตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2519 ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจำเลยขึ้น โดยมาตรา 37 ให้จำเลยพิจารณาบรรจุพนักงานของบริษัทเดิมตามที่เห็นสมควร โจทก์มิได้แสดงความจำนงขอเข้าทำงานกับจำเลย และจำเลยมิได้พิจารณารับโจทก์เข้าเป็นพนักงาน ต่อมาโจทก์มีหนังสือขอกลับเข้าทำงาน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 235/2534นาย อาคม มกรานนท์โจทก์องค์การสื่อสารมวลชน แห่งประเทศ ไทยจำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2520 ม. 37 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2ตาม พ.ร.ฎ. จัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยมิได้มีบทมาตราใดกำหนดให้จำเลยรับช่วงโอนกิจการและหนี้สินของบริษัทไทยโทรทัศน์จำกัดมาเป็นของจำเลย คงมีบทบัญญัติกำหนดให้จำเลยพิจารณาบรรจุและแต่งตั้งพนักงานและลูกจ้างของบริษัทไทยโทรทัศน์จำกัดซึ่งมีอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับเป็นพนักงานของจำเลยตามที่เห็นสมควร ฉะนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดให้จำเลยใช้ดุลพินิจ ในการรับพนักงานและลูกจ้างของบริษัทไทยโทรทัศน์จำกัดมาเป็นพนักงานของจำเลยตามที่จำเลยเห็นสมควร ดังนี้โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้โจทก์จะมีฐานะเป็นลูกจ้างจำเลยก็ต่อเมื่อจำเลยใช้ดุลพินิจ รับโจทก์เข้าทำงานแล้วการที่โจทก์มิได้แสดงความจำนงขอเข้าทำงานกับจำเลย และจำเลยมิได้พิจารณารับโจทก์เข้าเป็นพนักงานโจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างจำเลยแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานและเรียกค่าจ้างระหว่างพักงานจากจำเลยในฐานะนายจ้างได้.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ และเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2520 บริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด เป็นรัฐวิสาหกิจ และเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเกี่ยวกับการสื่อสารมวลชน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์2518 โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานของบริษัทไทยโทรทัศน์