ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการตักเตือนเป็นหนังสือของนายจ้าง และสิทธิครอบครองที่ดิน
ประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 47(3) มิได้กำหนดระยะเวลาที่คำตักเตือนเป็นหนังสือจะสิ้นผล ต้องพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายกรณีถึงเหตุและความหนักเบาของการกระทำผิดและความเสียหาย หากระยะเวลาไม่เนิ่นนานและลูกจ้างไม่ปรับปรุงตน คำตักเตือนยังมีผล การกระทำผิดครั้งหลังเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน นอกจากนี้ นายจ้างไม่จ่ายค่า
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่พนักงานขับรถรับส่งพนักงาน กระทำผิดครั้งแรกโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา จำเลยตักเตือนเป็นหนังสือเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2532 ต่อมาโจทก์กระทำผิดอีกครั้งเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2533 โดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ขับรถไปส่งพนักงานจ่ายเงิน ซึ่งมิใช่ความผิดเล็กน้อย อาจเกิดความเ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 688/2534นาย ไพบูลย์ ช้างชะนะโจทก์บริษัท ยูนิคอร์ด จำกัดจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 31, ข้อ 47(3)ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3)มิได้กำหนดว่าคำตักเตือนเป็นหนังสือมีระยะเวลานานเท่าใดจึงจะเป็นระยะเวลานานเกินสมควรอันจะถือว่าคำตักเตือนนั้นสิ้นผลที่ไม่อาจถือได้ว่ามีการตักเตือน แต่ก็มิได้หมายความว่าเมื่อนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว คำตักเตือนจะมีผลอยู่ตลอดไป การพิจารณาว่าระยะเวลาเนิ่นนานหรือไม่เพียงใดนั้น จะต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์เป็นแต่ละกรณีถึงเหตุและความหนักเบาของการกระทำความผิดตลอดจนความเสียหายที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดแก่นายจ้างว่ามีเพียงใด การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถรับส่งพนักงานของจำเลยได้กระทำผิดครั้งแรกโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งให้โจทก์ขับรถไปส่งคนเจ็บและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วต่อมาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งให้ขับรถไปส่งพนักงานจ่ายเงินอีก ซึ่งมิใช่เป็นความผิดเล็กน้อย อันอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยได้ ซึ่งเมื่อนับแต่ที่จำเลยได้ตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือเนื่องจากการกระทำผิดครั้งแรกเมื่อวันที่ 21มีนาคม 2532 จนถึงวันที่โจทก์กระทำผิดครั้งหลังเมื่อวันที่ 7มีนาคม 2533 เป็นเวลาไม่เนิ่นนาน ทั้งไม่ปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวโจทก์ได้ปรับปรุงตน ไม่ได้กระทำผิดโดยที่ได้สำนึกและเชื่อฟังคำตักเตือนดังกล่าว คำตักเตือนของจำเลยจึงยังมีผลอยู่การกระทำผิดของโจทก์ครั้งหลัง จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน นายจ้างไม่จ่ายค่าล่วงเวลาตามกำหนดย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างผิดนัดร้อยละสิบห้า