ปัญหาว่าโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่ได้รับการรับรองแล้วหรือไม่ และมีสิทธิได้รับมรดกเท่าใด รวมถึงอายุความฟ้องคดีมรดก
พฤติการณ์ที่ผู้ตายพาโจทก์ไปมอบตัวตามโรงเรียนและปฏิบัติต่อโจทก์อย่างบุตร ถือว่าผู้ตายรับรองโจทก์เป็นบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 การสมรสก่อนใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 พ.ศ. 2477 ทำให้การแบ่งสินสมรสต้องเป็นไปตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 คือแบ่งเป็นสามส่วน สองส่วนเป็นของผู้ตาย หนึ่งส่วนเป็นของภริยา คำพิพากษาศาลฎ
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยแบ่งมรดกให้โจทก์หนึ่งในเจ็ดส่วนของทรัพย์มรดกของผู้ตาย
นาวาเอกหลวงพินิจกลไกพาโจทก์ไปมอบตัวตามโรงเรียนต่างๆ และปฏิบัติต่อโจทก์อย่างบุตร ให้ใช้นามสกุล อุปถัมภ์ค่าเล่าเรียน ผู้ตายกับนางเฉลิมสมรสกันก่อนวันใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 พ.ศ. 2477 ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2527 ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โจทก์ฟ้องคดีหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรม 6 ป
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2534นางสาว ณัฎฐยา หรือ ทักษิณ สุวรรณสโรชโจทก์นาง สุนทรา เอก ภูมิ ใน ฐานะ ส่วนตัว และจำเลยผู้จัดการมรดก ของ นาวาเอก หลวง พินิจ กลไกจำเลย ป.พ.พ. ม. 1533, ม. 1627, ม. 1754 ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ม. 4 กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ป.วิ.พ. ม. 145 (2)พฤติการณ์ที่ผู้ตายพาโจทก์ไปมอบตัวตามโรงเรียนต่าง ๆเหมือนบิดากับบุตรโดยทั่วไปได้ปฏิบัติกัน และปฏิบัติต่อโจทก์อย่างโจทก์เป็นบุตรโดยให้โจทก์ใช้นามสกุลของผู้ตายและเป็นผู้อุปถัมภ์ค่าเล่าเรียน เครื่องแต่งตัว เครื่องเล่าเรียน ถือได้ว่าผู้ตายได้รับรองโจทก์ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายว่าเป็นบุตรของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 แล้ว ผู้ตายกับ ฉ. สมรสกันก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 พ.ศ. 2477 ซึ่งตามพระราชบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519มาตรา 4 บัญญัติว่า บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ไม่กระทบกระเทือนถึงบทบัญญัติ มาตรา 4และมาตรา 5แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477ดังนั้น การแบ่งสินสมรสของผู้ตายกับ ฉ. จึงต้องแบ่งตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 หาใช่แบ่งคนละส่วนเท่ากันตามมาตรา 1533 ไม่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีสินเดิมด้วยกัน เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายสินสมรสต้องแบ่งเป็นสามส่วนเป็นของผู้ตายสองส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นของ ฉ. แม้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2527 วินิจฉัยถึงสิทธิของ ฉ.ซึ่งฟ้องขอเพิกถอนการโอนที่ดินแปลงอื่นและเรียกที่ดินคืนจากจำเลยในคดีดังกล่าวว่า ฉ. มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวครึ่งหนึ่งแต่