ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1381/2534

ประเด็นกฎหมาย

สิทธิของธนาคารพาณิชย์ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ เมื่อได้แจ้งให้ทราบและอัตราดอกเบี้ยไม่เกินที่ธนาคารแห่งประเ

หลักกฎหมาย

เมื่อสัญญากู้มีข้อกำหนดให้ผู้ให้กู้มีสิทธิขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่เห็นสมควร โดยเพียงแจ้งให้ผู้กู้ทราบ และธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราที่เพิ่มขึ้นได้ ผู้ให้กู้ย่อมมีสิทธิขึ้นดอกเบี้ยตามสัญญา โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้กู้อีก

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 76,932,916.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีจากต้นเงิน 51,718,784 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์โดยสัญญากู้ข้อ 2 ระบุให้โจทก์ขึ้นดอกเบี้ยได้ไม่เกินกฎหมาย โดยแจ้งให้ทราบเท่านั้น ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ โจทก์มีหนังสือแจ้งขอเพิ่มดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 15 และร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งไม่เกินประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย จำเลยโต้แย้งว่าไม่ได้ยิ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1381/2534ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัดโจทก์บริษัท ไชย จำกัด กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 654 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 สัญญากู้มีข้อความว่า ถ้าต่อไปผู้ให้กู้จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้ว ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้มีสิทธิขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ตามแต่จะเห็นสมควร โดยเพียงแต่แจ้งให้ผู้กู้ทราบเท่านั้น ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ตามที่แจ้งไปนั้นทุกประการโดยไม่โต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนี้ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศกำหนดให้โจทก์ผู้ให้กู้ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ในอัตราที่เพิ่มมากขึ้นได้ และโจทก์มีหนังสือแจ้งการขอเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้จำเลยผู้กู้ทราบแล้ว อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ขอเพิ่มขึ้นไปนั้นไม่เกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติด้วย โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขข้อสัญญาดังกล่าว โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 อีกแต่อย่างใดโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และนายสมัยเป็นผู้แทนได้กู้เงินโจทก์ไปโดยมีข้อตกลงยอมให้โจทก์ขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินมีโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างหลายแปลงไว้เป็นประกัน ต่อมาได้มีการเพิ่มวงเงินจำนองและเพิ่มอัตราดอกเบี้ยและจำเลยที่ 2 ได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญา โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน76,932,916.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 51,718,784 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำ