ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2534

ประเด็นกฎหมาย

การแบ่งมรดกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรส ตามกฎหมายอิสลามและกฎหมายลักษณะผัวเมีย และผลของพินัยกรรมต่อทรัพย์สินส่วนของคู่สมรสที่ถึงแก่กรรม

หลักกฎหมาย

ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสตามกฎหมายอิสลาม หากกฎหมายอิสลามไม่มีบัญญัติ ต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งเป็นกฎหมายในขณะนั้น ทำให้เป็นสินสมรส เมื่อไม่มีสินเดิม ให้แบ่งสินสมรสเป็นสามส่วน ตกแก่ภรรยาหนึ่งส่วน สามีสองส่วน ส่วนของภรรยาเป็นมรดกต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลาม พินัยกรรมของสามีผูกพันเฉพาะส่วนของสามี ไม

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในส่วนที่โจทก์ทั้งสามจะได้รับจากทรัพย์สินพิพาทตามกฎหมายอิสลาม โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมชี้ขาด

ข้อเท็จจริงสำคัญ

นายหะรงและนางสาละเมาะสมรสกันตามกฎหมายอิสลาม มีบุตร 5 คน ระหว่างสมรส นายเจ๊ะเต๊ะยกที่พิพาทให้นายหะรง นางสาละเมาะถึงแก่กรรมในปี 2499 ยังไม่มีการแบ่งทรัพย์ ต่อมานายหะรงแต่งงานใหม่และทำพินัยกรรมยกทรัพย์ทั้งหมดให้จำเลยทั้งสาม ไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดมีสินเดิม

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2534นาย อับดุลรา มัน กา รี กับพวกโจทก์นาย สี มูซอ กา รี กับพวกจำเลย ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ม. 4 กฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 3, ม. 4 ป.พ.พ. ม. 1481 ป.วิ.พ. ม. 243เจ้ามรดกได้รับที่พิพาทจากบิดาในระหว่างที่สมรสกับมารดาโจทก์ตามกฎหมายอิสลามก่อนวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ใช้บังคับ ตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกไม่มีบัญญัติว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ ต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียอันเป็นกฎหมายในขณะนั้นบังคับ ที่พิพาทจึงเป็นสินสมรส ต่อมามารดาโจทก์ถึงแก่กรรม เมื่อไม่ปรากฏว่าทั้งเจ้ามรดกและมารดาโจทก์มีสินเดิมหรือไม่ ที่พิพาทจึงตกเป็นของมารดาโจทก์1 ส่วนและตกเป็นของเจ้ามรดกเอง 2 ส่วน เฉพาะทรัพย์ส่วนที่เป็นของมารดาโจทก์นั้นต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก ข้อความในพินัยกรรมของเจ้ามรดกจึงผูกพันที่พิพาทเฉพาะส่วนของเจ้ามรดก ไม่มีผลผูกพันส่วนของมารดาโจทก์ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับทั้งส่วนที่เป็นมรดกของมารดาโจทก์และส่วนของเจ้ามรดกที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ปัญหาว่าส่วนของมารดาโจทก์จะต้องแบ่งกันตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก และโจทก์ซึ่งเป็นทายาทจะได้รับส่วนของมารดาโจทก์เท่าใด เป็นข้อกฎหมายอิสลามที่ดะโต๊ะยุติธรรมต้องเป็นผู้ชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามฯพ.ศ. 2489 มาตรา 3,4 จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัย.โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามเป็นอิสลามิกชนในเขตจังหวัดยะลา เมื่อประมาณ 50 ปีเศษมานี้ นายหะรงและนางสาละเมาะทำการส