ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5351/2534

ประเด็นกฎหมาย

การกระทำทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาติและมีไม้สักไว้ในครอบครองเป็นความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว และการปรับบทลงโทษฐานทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาติควรใช้กฎห

หลักกฎหมาย

การทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาติและการมีไม้สักที่มิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง แม้ไม้สักที่ทำและมีไว้จะเป็นจำนวนเดียวกัน แต่เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ส่วนการทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องเลือกใช้กฎหมาย

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้น ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยทั้งสามร่วมกันทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าแม่ปูนน้อย) โดยตัด ฟัน โค่น เลื่อย และชักลาก ได้ไม้สักท่อน 6 ท่อน ปริมาตร 0.60 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมีไม้สักท่อนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้มาโดยชอบ จำเลยทั้งสามให

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5351/2534พนักงานอัยการ จังหวัด เชียงรายโจทก์นาย แดง แซ่โล้ กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 90, ม. 91 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ฯ พ.ร.บ.ป่าไม้ การที่จำเลยทั้งสามทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาติและมีไม้สักที่มิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง แม้ไม้สักที่จำเลยทั้งสามทำและมีไว้ในครอบครองจะเป็นจำนวนเดียวกันก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันซึ่งต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ส่วนการทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 11,73 วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองแสนบาท และโทษตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14,31 วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท ถือว่าโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 11,73วรรคสอง หนักกว่าโทษตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14,31วรรคสอง จึงลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ มาตรา 11,73วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำไม้ โดยตัด ฟัน โค่นเลื่อย และชักลากไม้สัก อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.ได้ไม้สักท่อนจำนวน 6 ท่อน ปริมาตร 0.60 ลูกบาศก์เมตร ภายในบริเวณเขตป่าแม่ปูนน้อย อันเป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันมีไม้สักท่อนจำนวน 6 ท่อน ปริมาตร 0.60ลูกบาศก์เมตร อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.ดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม้ดังกล่าวไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และจำเลยพิส