พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องผู้กู้ยืมเงินตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 10 ให้เป็นบุคคลล้มละลายได้หรือไม่ และผู้ที่ไม่ใช่ผ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608/2534พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์พลตรี ชาย ดิษยเดช กับพวกจำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 4, ม. 5, ม. 10เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 อยู่ในฐานะเป็นผู้กู้ยืมเงิน และได้ตกเป็นผู้ต้องหาตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 มาตรา 4,5 ทั้งได้ถูกฟ้องต่อศาลอาญาไว้แล้วพนักงานอัยการย่อมฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายได้ตาม พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตรา 10 ส่วนจำเลยที่ 6 เมื่อมิได้เป็นผู้กู้ยืมเงิน พนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 6 ให้เป็นบุคคลล้มละลายตาม พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตรา 10.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6เป็นกรรมการและผู้เริ่มก่อตั้งบริษัท เอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทีฟบิวสิเนส จำกัด จำเลยที่ 7 ที่ 8 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวได้ บริษัท เอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทีฟบิวสิเนส จำกัด ถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาจำเลยทั้งแปดและบริษัท เอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทีฟ บิวสิเนส จำกัด ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343และกระทำผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนพ.ศ. 2527 มาตรา 4, 5 แต่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 หลบหนีไปไม่มีตัวมาฟ้อง โจทก์คงฟ้องแต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8และบริษัท เอ็ม.วาย.เอส.เอ็กเสคคิวทีฟ บิวสิเนส จำกัด เป็นจำเลยข้อหาดังกล่าวที่ศาลอาญา กล่าวคือเมื่อระหว่างตั้งแต่ พ.ศ. 2527ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2527 ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ใช้บังคับ มีประชาชนนำเงินมาร่วมลงทุนโดยวิธีให้จำเลย