ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5668/2534

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาว่าเงินค่าก่อสร้างตึกแถวเป็นเงินได้ของโจทก์ที่ 2 หรือไม่ และการขายที่ดินและตึกแถวเป็นการขายในทางการค้าหรือหากำไรอันต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

หลักกฎหมาย

แม้มีสัญญา 3 ฝ่าย แต่พฤติการณ์แสดงว่าการก่อสร้างเป็นการดำเนินการของโจทก์ที่ 2 เงินค่าก่อสร้างจึงเป็นเงินได้ของโจทก์ที่ 2 การได้ที่ดินมาโดยการแลกเปลี่ยนแล้วแบ่งแยกปลูกอาคารขายเป็นการได้ทรัพย์มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรและขายไปเป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า ส่วนการ

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ที่ 2 ขายที่ดินพร้อมปลูกสร้างตึกแถว โดยมีสัญญา 3 ฝ่าย แต่โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างและรับเงินค่าก่อสร้างทั้งหมด รวมทั้งแบ่งเงินชำระเป็นงวดรวมค่าที่ดินและค่าก่อสร้าง โจทก์ที่ 2 ได้ที่ดินมาโดยการแลกเปลี่ยนกับกรมธนารักษ์ แล้วแบ่งแยกเป็นแปลงๆ ปลูกอาคารขาย ส่วนที่ดินและตึกแถวอีกแปลง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5668/2534นาย สุทธิ พร จิราธิวัฒน์ กับพวกโจทก์กรมสรรพากร กับพวกจำเลย ป.รัษฎากร ม. 19, ม. 42 (9) พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.รัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2508 ม. 78 ป.รัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2525 บัญชีอัตราภาษีการค้า ประเภท ค การค้า 1.1แม้โจทก์มีหลักฐานสัญญาที่ทำขึ้นเป็น 3 ฝ่าย คือ โจทก์ผู้ขายที่ดินฝ่ายหนึ่ง ผู้ซื้อฝ่ายหนึ่ง และผู้รับจ้างปลูกสร้างตึกแถวฝ่ายหนึ่ง แต่การขออนุญาตและการรับเงินค่าก่อสร้างโจทก์เป็นผู้ดำเนินการและเป็นผู้รับเงินทั้งหมด นอกจากนี้การแบ่งเงินชำระเป็นงวดของผู้ซื้อก็ได้คิดรวมทั้งค่าที่ดินและค่าก่อสร้างเข้าด้วยกัน ทั้งยังปรากฏว่าโจทก์ได้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคารบนที่ดินก่อนที่ผู้ซื้อจะทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้จัดการขออนุญาตเสียอีก พฤติการณ์ทั้งหมดแสดงว่าการก่อสร้างตึกแถวรายนี้เป็นการดำเนินการของโจทก์ เงินค่าก่อสร้างจึงเป็นเงินได้หรือรายรับของโจทก์ ที่ดินที่ขายไปโจทก์ได้แลกเปลี่ยนกับกรมธนารักษ์ เมื่อได้รับมาแล้วนำมาแบ่งแยกเป็นแปลง ๆ และปลูกอาคารขาย เป็นการได้ทรัพย์มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรและขายทรัพย์ไปเป็นทางค้าหรือหากำไรอันจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเสียภาษีการค้า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 เมื่อมีการยื่นรายการแล้ว หากเจ้าพนักงานประเมินจะเรียกไต่สวน ก็ให้เรียกภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันยื่นรายการและเมื่อนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลายื่นรายการจนถึงวันที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเรียกเก็บยังอยู่ภายในกำหนด10 ปี เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินโดยอาศัยบทบัญญัติมาตราดังกล่าวได้ โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินและตึกแถวให้ ส.ภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 อยู่อาศัย แต่ในการจดทะเบียนมีชื่อโจทก์ที่ 2