ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6410/2534

ประเด็นกฎหมาย

สิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง กรณีมีข้อบังคับของนายจ้างกำหนดให้จ่ายเงินบำเหน็จและถือว่าเป็นค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

หลักกฎหมาย

เงินบำเหน็จตามข้อบังคับของนายจ้างและค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน เป็นเงินต่างประเภทกัน ข้อบังคับของนายจ้างที่ถือว่าเงินบำเหน็จเป็นค่าชดเชยขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลบังคับ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างอีกต่างหากจากเงินบำเหน็จ

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด จำเลยมีข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จกำหนดให้พนักงานที่ออกจากงานโดยมิใช่กรณีความผิดมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จแต่เพียงอย่างเดียวและถือว่าเป็นค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน โจทก์ได้รับเงินบำเหน็จแล้ว แต่ไม่ได้รับค่าชดเชย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6410/2534นาย เพ็ชร สนจิตต์โจทก์องค์การแก้วจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46, ข้อ 47ข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ.2521 กำหนดว่าพนักงานที่ต้องออกจากงานเพราะตาย หรือลาออก ก็ให้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จด้วย ข้อบังคับดังกล่าวจึงมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินบำเหน็จแตกต่างไปจากการจ่ายเงินค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ถือได้ว่าเป็นเงินต่างประเภทกัน จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์อีกต่างหากจากเงินบำเหน็จ การที่จำเลยออกข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จข้อ 9กำหนดว่าพนักงานที่ออกจากงานตาม ข้อ 8 มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จแต่เพียงอย่างเดียว และถือว่าเป็นเงินค่าชดเชย ตามกฎหมายแรงงานด้วยนั้น จึงขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมไม่มีผลบังคับโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามฟ้อง.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย เป็นเงิน46,140 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า ตามข้อบังคับจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จพ.ศ. 2521 ข้อ 8 และ 9 กำหนดว่าพนักงานที่ออกจากงานโดยองค์การแก้วให้ออกโดยมิใช่กรณีแห่งความผิดตามข้อบังคับ มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จแต่เพียงอย่างเดียว และถือว่าเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานด้วย และโจทก์ได้รับเงินบำเหน็จแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยอีก ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าช