ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2532

ประเด็นกฎหมาย

การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเนื่องจากอ้างว่าตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว แต่คำตักเตือนครั้งแรกเป็นคนละเหตุกับความผิดที่เลิกจ้าง และคำตักเตือนครั้งที่สองล่

หลักกฎหมาย

คำตักเตือนเป็นหนังสือที่ล่วงเลยมานานเกินควร (ในคดีนี้ 1 ปี 2 เดือน 27 วัน) ไม่สามารถนำมาเป็นข้อพิจารณาสำหรับการเลิกจ้างในการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับครั้งหลังได้ และคำตักเตือนต้องเป็นเหตุเดียวกันกับความผิดที่เลิกจ้างจึงจะเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 45,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้าง (15 มีนาคม 2528) จนกว่าจะชำระเสร็จ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2520 เกี่ยวกับการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันทรัพย์สินสูญหาย ซึ่งเป็นคนละเหตุกับความผิดครั้งหลัง (ดื่มสุราและใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ) และตักเตือนครั้งที่สองเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2526 เกี่ยวกับความผิดดังกล่าว แต่โจทก์กระทำผิดครั้งหลังเมื่อวันที่ 19 ตุล

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2532นาย ทอง สุข ข้อง หลิมโจทก์ธนาคารออมสินจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47จำเลยผู้เป็นนายจ้างตักเตือนโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างเป็นหนังสือครั้งแรกเกี่ยวกับการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินของพนักงานที่เก็บไว้ในสำนักงานสูญหาย ไม่ใช่เป็นการตักเตือนเรื่องดื่มสุราใช้ถ้อยคำไม่สุภาพและก้าวร้าวต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นความผิดที่จำเลยกระทำครั้งหลังและจำเลยถือเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการตักเตือนในความผิดคนละเหตุกัน กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3)ที่จะทำให้จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสำหรับคำตักเตือนโจทก์ครั้งที่สอง แม้จะเป็นการตักเตือนในเหตุเดียวกับการกระทำผิดในครั้งหลัง แต่ได้ความว่า โจทก์กระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหลังจากที่จำเลยมีหนังสือตักเตือนโจทก์ 1 ปี 2 เดือน 27 วัน เช่นนี้ คำตักเตือนดังกล่าวเนิ่นนานเกินควรที่จะนำมาเป็นข้อพิจารณาสำหรับการเลิกจ้างในการฝ่าฝืนข้อบังคับครั้งหลังได้ ดังนั้นเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานธนาคารออมสิน ครั้งสุดท้ายโจทก์มีตำแหน่งเป็นพนักงานบริการ (รับใช้)สาขาชัยนาท ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2528 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ซึ่งเป็นกรณีไม่ถึงขั้นร้ายแรง โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย แต่จำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน45,660 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื