ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2532

ประเด็นกฎหมาย

การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเนื่องจากลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว แต่คำตักเตือนมีระยะเวลานานเกินควร หร

หลักกฎหมาย

คำตักเตือนที่เป็นหนังสือซึ่งนายจ้างได้ตักเตือนลูกจ้างไว้ หากเป็นความผิดคนละเหตุกัน หรือมีระยะเวลานานเกินควร ย่อมไม่สามารถนำมาเป็นข้อพิจารณาสำหรับการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) ได้

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 45,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (15 มีนาคม 2528) จนกว่าจะชำระเสร็จ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2528 เนื่องจากประพฤติตนไม่เหมาะสม จำเลยเคยตักเตือนเป็นหนังสือครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2520 เกี่ยวกับการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันทรัพย์สินสูญหาย และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2526 เกี่ยวกับการดื่มสุราและใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ โจทก์กระทำผิดคร

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2532นาย ทอง สุข ข้อง หลิ มโจทก์ธนาคารออมสินจำเลย พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ข้อ 47 (3)จำเลยผู้เป็นนายจ้างตักเตือนโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างเป็นหนังสือครั้งแรกเกี่ยวกับการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินของพนักงานที่เก็บไว้ในสำนักงานสูญหาย ไม่ใช่เป็นการตักเตือนเรื่องดื่มสุราใช้ถ้อยคำไม่สุภาพและก้าวร้าวต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นความผิดที่จำเลยกระทำครั้งหลังและจำเลยถือเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการตักเตือนในความผิดคนละเหตุกัน กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) ที่จะทำให้จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสำหรับคำตักเตือนโจทก์ครั้งที่สอง แม้จะเป็นการตักเตือนในเหตุเดียวกับการกระทำผิดในครั้งหลัง แต่ได้ความว่าโจทก์กระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหลังจากที่จำเลยมีหนังสือตักเตือนโจทก์ 1 ปี 2 เดือน 27 วัน เช่นนี้คำตักเตือนดังกล่าวเนิ่นนานเกินควรที่จะนำมาเป็นข้อพิจารณาสำหรับการเลิกจ้างในการฝ่าฝืนข้อบังคับครั้งหลังได้ ดังนั้นเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์.(ที่มา-ส่งเสริม)โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานธนาคารออมสิน ครั้งสุดท้ายโจทก์มีตำแหน่งเป็นพนักงานบริการ (รับใช้)สาขาชัยนาท ได้รับเงินเดือนเดือนละ 7,610 บาท ครั้นวันที่ 15 มีนาคม2528 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ซึ่งเป็นกรณีไม่ถึงขั้นร้ายแรง โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยแต่จำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 45,660 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะ