คำสั่งของผู้จัดการโรงเรียนที่ให้ลูกจ้างทบทวนการกระทำของตนเองและรายงาน มิฉะนั้นจะรายงานผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ถือเป็นคำสั่งเลิกจ้างหรือไม่
คำสั่งที่ไม่มีข้อความสั่งให้ออกจากงาน ปลด หรือไล่ออก ไม่ถือเป็นคำสั่งเลิกจ้าง แม้จะมีข้อความตำหนิหรือให้วินิจฉัยตนเองก็ตาม
คำสั่งของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นคำสั่งเลิกจ้างโจทก์
จำเลยที่ 2 ออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรตำหนิการกระทำของโจทก์และให้โจทก์ทบทวนการกระทำของตนเองแล้วรายงานภายในกำหนด มิฉะนั้นจะรายงานผู้บังคับบัญชาชั้นสูง โดยไม่มีข้อความสั่งให้ออกจากงาน ปลด หรือไล่ออก
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1979/2532นางสาว สุโสภา อิ่ม วิทยาโจทก์นาง สม ศรี สิงหเสนี กับพวกจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515 ข้อ 46คำสั่งของจำเลยที่ 2 มีข้อความกล่าวถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น และให้โจทก์ทบทวนการกระทำของโจทก์และวินิจฉัยว่าโจทก์กระทำผิดถูกอย่างไร แล้วรายงานให้จำเลยที่ 2 ทราบภายในกำหนด มิฉะนั้นจะรายงานผู้บังคับบัญชาชั้นสูงต่อไปไม่มีข้อความที่สั่งให้โจทก์ออกจากงาน ปลดโจทก์ออกจากงานหรือไล่โจทก์ออกจากงานอันเป็นการเลิกจ้างโจทก์ แม้ในคำสั่งจะมีข้อความตำหนิการกระทำของโจทก์จะถือว่าเมื่ออ่านประกอบข้อความที่ให้โจทก์วินิจฉัยตนเองแล้วเป็นการไล่โจทก์ออกจากงานโดยใช้ถ้อยคำสุภาพไม่ได้ คำสั่งดังกล่าวจึงไม่เป็นคำสั่งเลิกจ้างโจทก์.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างาประจำครั้งสุดท้ายทำหน้าที่ครูโรงเรียนกรุงธนวิทยาภวัน ได้รับค่าจ้างอัตราเดือนละ 2,685 บาท วันที่ 26 ตุลาคม 2531 จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ดื้อดึงและถือทิฐิ โจทก์เห็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 21,480 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน3,132.50 บาท ค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างวันที่ 1 ถึง 25 ตุลาคม 2531จำนวน 2,237.50 บาท เงินสะสมที่จำเลยหักไว้จำนวน 2,700 บาทและค่าชดเชยจำนวน 16,110 บาท จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ละทิ้งหน้าที่การงานไปเอง โดยจำเลยมิได้เลิกจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหาย และค่าชดเชยตามฟ้องแก่โจทก์ สำหรับค่าจ้างค้างจ่ายนั้น จำเลยได้จ่ายให้แก่โจทก์ โดยฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2531