ข้อตกลงดอกเบี้ยในหนังสือรับสภาพหนี้ที่กำหนดอัตราร้อยละ 20 ต่อปี เมื่อผิดสัญญา ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 หรือไม่ และดอกเบ
หนังสือรับสภาพหนี้มิใช่สัญญากู้ยืมเงิน ข้อตกลงดอกเบี้ยเมื่อผิดสัญญาจึงไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 แต่ถือเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเสมือนเบี้ยปรับ ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383
พิพากษายืน
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 135,811.62 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 20 ต่อปี จากต้นเงิน 89,917 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 109,917 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1325/2538นาย วิรุฬห์ บุญยรังควรโจทก์นาย ศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลศักดิ์ กับพวกจำเลย ป.พ.พ. ม. 383 พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 หนังสือรับสภาพหนี้มิใช่สัญญากู้ยืมเงินข้อตกลงที่ว่าหากจำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ20ต่อปีจึงไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯถือว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าให้คิดดอกเบี้ยเสมือนเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โจทก์ ฟ้อง ขอให้ บังคับ จำเลย ทั้ง สอง ร่วมกัน ชำระ เงิน ทั้งสิ้น135,811.62 บาท พร้อมเบี้ยปรับ ใน อัตรา ร้อยละ 20 ต่อ ปี จากต้นเงิน 89,917 บาท นับ ตั้งแต่ วัน ถัด จาก วันฟ้อง เป็นต้น ไปจนกว่า จะ ชำระ เสร็จ แก่ โจทก์จำเลย ทั้ง สอง ให้การ ขอให้ ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษา ให้ จำเลย ทั้ง สอง ร่วมกัน ชำระ เงิน แก่ โจทก์จำนวน 109,917 บาทจำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษายืนจำเลย ทั้ง สอง ฎีกาศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "ประเด็น ข้อ สุดท้าย เรื่อง โจทก์ เรียกดอกเบี้ย เกินกว่า อัตรา ที่ กฎหมาย กำหนด เป็น การ ฝ่าฝืน กฎหมาย ดอกเบี้ยตกเป็น โมฆะ หรือไม่ เห็นว่า หนังสือ รับสภาพหนี้ ตาม ฟ้อง ระหว่าง โจทก์กับ จำเลย ทั้ง สอง มิใช่ สัญญากู้ยืม เงิน ดังนั้น ข้อตกลง ระหว่างโจทก์ กับ จำเลย ทั้ง สอง ที่ ว่า หาก จำเลย ทั้ง สอง ผิดสัญญา ไม่ชำระ หนี้ยอม ให้ คิด ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ 20 ต่อ ปี จึง ไม่อยู่ ใน บังคับแห่ง พระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 กรณีจึง หาใช่ ว่า โจทก์ มี เจตนา หลีกเลี่ยง ข้อห้าม ตาม กฎหมาย ดังกล่าวกรณี กลับ ถือได้ว่า เจตนา ของ โจทก์ กับ จำเลย ทั้ง สอง ใน การ ทำ สัญญาโ