ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2730/2532

ประเด็นกฎหมาย

ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 และประเภท 2 เป็นความผิดต่างกระทงกัน แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องแยกกระทง แต่หากฟ้องระบุว่าเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระแล

หลักกฎหมาย

ความผิดที่มีบทความผิดและบทลงโทษคนละมาตราต่างกัน เป็นความผิดต่างกระทงอย่างชัดแจ้ง แม้โจทก์ไม่บรรยายฟ้องแยกเป็นกระทง แต่หากฟ้องระบุว่าเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระและอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่าให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคแรก ให้จำคุก 20 ปี ฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 69 วรรคสี่ที่แก้ไขแล้ว ให้จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ คงลงโทษจำคุกกระทงละ 10 ปี เมื่อรวมโทษฐานมีโภคภัณฑ์ที่ถูกควบคุมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปีแล้ว รวมเป็นโทษจำคุก 21 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยกับพวกได้ร่วมกันผลิตและร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) และประเภท 2 (มอร์ฟีน ฝิ่น โคคาอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีอีเธอร์และคลอโรฟอร์มซึ่งเป็นโภคภัณฑ์ที่ถูกควบคุมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2730/2532พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด ฝางโจทก์นาย บุญ รัตน์ ถ้วย ทองจำเลย ป.อ. ม. 91 ป.วิ.อ. ม. 158 พ.ร.บ.ระงับการนับเวลาราชการทวีคูณในระหว่างเวลา ประกาศใช้กฎอัยการศึกของคณะปฏิวัติ ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 ประกาศใช้กฎอัยการศึกของคณะปฏิวัติ พ.ศ.2522 ม. 66 พ.ร.บ.ระงับการนับเวลาราชการทวีคูณในระหว่างเวลา ประกาศใช้กฎอัยการศึกของคณะปฏิวัติ ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 ม. 69ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 และประเภท 2เป็นความผิดที่มีบทความผิดและบทลงโทษคนละมาตราต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกระทงอย่างชัดแจ้งแม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องแยกเป็นกระทง ๆ ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นความผิดสองกระทงทั้งคำฟ้องตอนต้นได้บรรยายไว้แล้วว่าเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ คำขอท้ายฟ้องก็อ้างป.อ. มาตรา 91 ไว้แล้ว ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันผลิตและร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 และประเภท 2 ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายกับจำเลยกับพวกร่วมกันมีอีเธอร์และคลอโรฟอร์ม ซึ่งเป็นโภคภัณฑ์ที่ถูกควบคุมไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 16, 17,65, 66, 69, 102 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528มาตรา 4, 5, 6, 10 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522)เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ลงวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2522 ข้อ 1, 2พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495 มาตรา 1, 3, 4, 5, 6, 9พระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2525 มาตรา 5กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2522) และกฎกระทรว