สิทธิขอใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของผู้เสียสัญชาติไทย
บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด แม้ต่อมาจะใช้สัญชาติบิดาโดยขอบัตรประจำตัวคนต่างด้าว ก็ยังคงมีสัญชาติไทยอยู่จนกว่าจะถูกถอนสัญชาติ เมื่อถูกถอนสัญชาติแล้ว บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องขอใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และนายทะเบียนท้องที่มีหน้าที่ออกใบสำคัญดังกล่าวให้
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่
โจทก์ทั้งสี่เกิดในประเทศไทย มีบิดาเป็นคนญวนอพยพ มารดาเป็นชาวฝรั่งเศส บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส โจทก์ทั้งสี่มีสูติบัตรและหลักฐานทางราชการอื่นแสดงว่าเกิดในประเทศไทย ต่อมาโจทก์ทั้งสี่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสี่ยื่นขอใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว แต่จำเลยไม่
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4145/2532นาย สือ เหงียน หรือ เหวียน กับพวกโจทก์สารวัตร ใหญ่ สถานีตำรวจภูธร อำเภอ เมือง อุบลราชธานีจำเลย พ.ร.บ.การทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ.2493 ม. 8 พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ม. 7, ม. 14, ม. 17 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ข้อ 1โจทก์เกิดในราชอาณาจักรไทยจึงมีสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7(3) แม้โจทก์จะใช้สัญชาติของบิดาโดยขอบัตรประจำตัวคนญวนอพยพ แต่โจทก์ก็ยังคงมีสัญชาติไทย เพราะยังมิได้มีการถอนสัญชาติตามมาตรา 17 วรรคท้าย ต่อมาโจทก์ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13ธันวาคม 2514 เมื่อโจทก์เสียสัญชาติไทยจึงต้องไปขอใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวจากนายทะเบียนท้องที่ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ. 2493 มาตรา 8 จำเลยซึ่งเป็นนายทะเบียนท้องที่จึงมีหน้าที่ต้องออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวให้โจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสี่ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำขอให้จำเลยออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและจำเลยมิได้ออกให้ คงมีปัญหาในชั้นฎีกาว่าโจทก์ทั้งสี่เป็นคนสัญชาติไทยผู้เสียสัญชาติไทยไปและมีสิทธิขอมีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่นำสืบว่าโจทก์ทั้งสี่เกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี มีบิดาเป็นคนญวนอพยพ มารดาสัญชาติฝรั่งเศสหนีภัยสงครามมาประเทศไทยแต่บิดามารดาของโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และโจทก์ทั้งสี่มีสูติบัตรมาเป็นหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.2, จ.3, จ.4 และ จ.5 เห็นว่า แม้สูติบัตรเอกสารหมาย จ.3 จะมีรอยแก้ปีเกิดของโจทก์ที่ 2 สู