ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกได้ เป็นกฎหมายที่ศาลรู้เองได้หรือไม่ หรือเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบ
ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดอัตราดอกเบี้ย แม้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็มิใช่กฎหมายที่ศาลจะรู้เองได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นโดยอาศัยประกาศน
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 16.5 ต่อปี โดยอ้างประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่อนุญาตให้เรียกดอกเบี้ยได้สูงขึ้น แต่โจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศดังกล่าว ศาลจึงให้ดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 15 ต่อปี
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4351/2532ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัดโจทก์นาง นิตยา เนียม คงจำเลย ป.พ.พ. ม. 654 ป.วิ.พ. ม. 84 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลดได้ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้นั้น แม้จะออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ตามก็มิใช่เป็นกฎหมายที่ศาลจะรู้เองได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารจะต้องนำสืบ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเงินกู้จากจำเลยผู้กู้ในอัตราร้อยละ16.5 ต่อปี โดยอาศัยประกาศนั้น.โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไป 395,250 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี และได้จำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันเงินกู้ดังกล่าว จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ตามสัญญา ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน444,109.40 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 16.5 ต่อปีในต้นเงิน388,296.64 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวน 388,296.64 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 392,473.49 บาทนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2526 ถึงวันชำระเสร็จ หักด้วยดอกเบี้ยที่จำเลยชำระให้โจทก์แล้วจำนวน 94,446.64 บาท แก่โจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสัญญากู้เงินระบุว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีตามประเพณีของธนาคาร แต่ศาลล่างทั้งสองคิดให้ร้อยละ 15 ต่อปีโจทก์ฎีกาว่าได้มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 6)ลงวันที่