ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 602/2533

ประเด็นกฎหมาย

การฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานโดยนำเงินเข้าฝากธนาคารล่าช้า 1 วัน ถือเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่

หลักกฎหมาย

การฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานที่เป็นการทำงานล่าช้าหรือผิดพลาดเล็กน้อย ไม่ถือเป็นกรณีร้ายแรง นายจ้างจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ต่อเมื่อได้ตักเตือนเป็นหนังสือก่อนตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3)

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

ลูกจ้างนำเงินของนายจ้างจำนวน 2,512 บาทเข้าฝากธนาคารล่าช้าไปหนึ่งวัน แต่ได้นำเงินเข้าฝากครบถ้วนในวันรุ่งขึ้น นายจ้างได้รับความเสียหายเพียงขาดประโยชน์จากดอกเบี้ยเล็กน้อย นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เคยตักเตือนเป็นหนังสือมาก่อน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 602/2533นาย อำนาจ พรหม โยธินโจทก์บริษัท ขนส่ง จำกัดจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3)โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย มีหน้าที่จำหน่ายตั๋วรถโดยสารและเก็บเงินค่าธรรมเนียมมอบให้จำเลยทุกวันโดยนำเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารตามระเบียบของจำเลย การที่โจทก์นำเงินของจำเลยจำนวน 2,512 บาทเข้าฝากธนาคารล่าช้าไปหนึ่งวันย่อมถือเป็นการทำงานล่าช้าหรือผิดพลาดเล็กน้อย จำเลยอาจได้รับความเสียหายบ้างก็เพียงที่ขาดประโยชน์จากดอกเบี้ยของธนาคารเพียงเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งคดีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เคยตักเตือนเป็นหนังสือมาก่อนตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์.โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งพนักงานปล่อยรถประจำสถานีเดินรถชลบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2529 จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้ โจทก์ทำงานติดต่อกันเกิน 3 ปี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 4,025 บาท มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 24,150 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ3,985 บาท โจทก์มีหน้าที่จำหน่ายตั๋วรถโดยสารและเก็บเงินค่าธรรมเนียมรถโดยสารเอกชนที่เข้าวิ่งร่วมเส้นทางกับจำเลยแล้วต้องนำเงินรายได้ทั้งหมดมอบให้จำเลยทุกวันโดยนำเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาชลบุรี แต่เมื่อวันที่ 8, 10 และ 21เมษายน 2529 กับวันที่ 5 พฤษภาคม 2529 โจทก์ไม่นำเงินรายได้ของจำเลยดังกล่าวเข้าบัญชีธนาคารภายในกำหนดเวลาตามระเบียบของจำเลยซึ่งถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และเป็นความผิด