ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2533

ประเด็นกฎหมาย

จำเลยจะยกกฎหมายพิเศษตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้หรือไม่ เมื่อมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ

หลักกฎหมาย

การเช่าทรัพย์อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะเช่าทรัพย์ หากจำเลยจะอ้างความคุ้มครองตามกฎหมายพิเศษก็ต้องยกขึ้นต่อสู้คดีไว้ เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 บัญญัติให้จำเลยแสดงโดยแจ้งชัดในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือบางส่วน รวมทั้งเหตุแห่

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่นาที่จำเลยเช่าจากโจทก์ พร้อมเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระ ค่าเสียหาย และดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ที่ดินเป็นของจำเลยและสามี การโอนขายเป็นการอำพรางนิติกรรมจำนอง จำเลยไม่เคยเช่าที่พิพาทจากโจทก์ ฟ้องเคลือบคลุมและเป็นฟ้องซ้อน ศาลชั้นต้นพิพากษาย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2533นาง ลออง สุขแช่ม กับพวกโจทก์นาง ใบ ศรีวรร ณจำเลย ป.วิ.พ. ม. 177 พ.ร.บ.ควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 การเช่าทรัพย์อยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. ลักษณะเช่าทรัพย์หากจำเลยจะอ้างความคุ้มครองตามกฎหมายพิเศษก็ต้องยกขึ้นต่อสู้คดีได้เพราะ ป.วิ.พ. มาตรา 177 บัญญัติให้จำเลยแสดงโดยแจ้งชัดในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือบางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น เมื่อตามคำให้การของจำเลยไม่ได้อ้างสิทธิหรือความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมการเช่านาฯ อันเป็นกฎหมายพิเศษขึ้นต่อสู้คดี จำเลยจะยกกฎหมายพิเศษดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาหาได้ไม่.โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย และบริวารออกไปจากที่นาที่จำเลยเช่าจากโจทก์พร้อมทั้งเรียกค่าเช่านาที่ค้างชำระ ค่าเสียหาย และดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทตามฟ้องที่พิพาทเป็นของจำเลยและสามี จำเลยและสามีจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นการอำพรางนิติกรรมจำนอง โจทก์มีชื่อในโฉนดในฐานะตัวแทนจำเลยและนายสงวน จำเลยไม่เคยเช่าที่พิพาทจากโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 332/2526 ของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3372 ตำบลวัดไทรย์ อำเภอเมืองนครสวรรค์(อำเภอปากน้ำโพ) จังหวัดนครสวรรค์ ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระเงิน 22,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 8,000 บาท นับแต่ปี พ.ศ. 2526 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินโจทก์จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่านายเสน่ห์ ปั้นสุขสวัสด