การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเนื่องจากลูกจ้างทำร้ายเพื่อนพนักงาน แต่ไม่เป็นกรณีร้ายแรง และนายจ้างไม่ได้ตักเตือนเป็นหนังสือก่อน
ระเบียบข้อบังคับของนายจ้างต้องอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) ซึ่งให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างที่ฝ่าฝืนข้อบังคับได้ต่อเมื่อได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรง
จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์
โจทก์ชกต่อยเพื่อนพนักงานในห้องครัว แต่ไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ เหตุเกิดในห้องครัวที่แยกจากห้องอาหาร ไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของจำเลย และจำเลยไม่เคยตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือมาก่อน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2533นาย สม ชาย หม่อง สนธิโจทก์บริษัท ดุสิตธานี จำกัดจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่ง เป็นนายจ้างที่กำหนดให้จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างผู้ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายกันนั้น ต้อง อยู่ภายใต้บังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) โจทก์ลูกจ้างทำร้าย บ. แต่ไม่เป็นเหตุให้ บ. ได้ รับอันตรายแก่กายและจิตใจ เกิดเหตุในห้องครัว ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อ ชื่อเสียงของจำเลยไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับกรณีที่ร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดย มิได้ตักเตือน เป็นหนังสือก่อน ดังนี้ จำเลยต้อง จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์.โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำทำหน้าที่ผู้ช่วยคนครัว ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ11,531 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 3กรกฎาคม 2532 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ไม่จ่ายค่าชดเชยและเงินสมทบ ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 69,186 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 22,678 บาท และเงินสมทบจำนวน 6,527 บาท ให้แก่โจทก์จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยเข้าทำงานครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2529 ได้เงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 6,750 บาท ค่าอาหารอีก 200 บาท ค่าบริการในเดือนสุดท้าย3,600 บาท รวม 10,550 บาท แต่ค่าอาหาร 200 บาทนั้น จำเลยไม่เคยจ่ายให้แก่โจทก์แต่ให้เป็นสวัสดิการ โดยพนักงานของจำเลยมีสิทธิรับประทานอาหารของโรงแรม ค่าอาหารจึงไม่ใช่ค่าจ้างส่วนค่าบริการเป็นเงินที่จำเลยเรียกเก็บจากแขกผู้มาพักอาศัยและใช้บริการต่าง ๆภายในโรงแรมขอ