ค่าครองชีพที่ลูกจ้างได้รับก่อนลาออกเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่ต้องนำมารวมคำนวณเงินบำเหน็จหรือไม่
คำสั่งยกเลิกการจ่ายค่าครองชีพที่ออกหลังจากลูกจ้างลาออกไปแล้ว ไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง ดังนั้น ค่าครองชีพที่ลูกจ้างได้รับก่อนลาออกจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่ต้องนำมารวมคำนวณเงินบำเหน็จ
พิพากษายืน ให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จส่วนที่ขาดพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งหก
โจทก์ที่ 2 ลาออกจากงานเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2532 โดยก่อนลาออกในวันที่ 31 มกราคม 2532 จำเลยยังคงจ่ายค่าครองชีพให้ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งยกเลิกการจ่ายค่าครองชีพเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2532 หลังจากโจทก์ที่ 2 ลาออกไปแล้ว และโจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับการปรับค่าจ้างตามคำสั่งดังกล่าว
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1400/2533นาง ถนอมศรี จันุศร กับพวก . รวม 6 สำนวนโจทก์องค์การ ทอผ้าจำเลย ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2ก่อนโจทก์ลาออกจากงาน จำเลยยังคงจ่ายค่าครองชีพให้พนักงานรวมทั้งโจทก์ด้วย ต่อมาหลังจากโจทก์ลาออกจากงานไปแล้วจำเลยมีคำสั่งยกเลิกการจ่ายค่าครองชีพให้แก่พนักงานคำสั่งดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ ถือได้ว่าขณะที่โจทก์ลาออกจากงาน โจทก์ได้รับค่าครองชีพอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่ต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณเงินบำเหน็จด้วย.โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จส่วนที่ขาดพร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากจำเลยไม่ได้นำค่าครองชีพไปรวมเป็นฐานในการคำนวณด้วยจำเลยทั้งหกสำนวนให้การต่อสู้คดีศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จส่วนที่ขาดพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งหกจำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 2 ลาออกจากงานเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2532 ซึ่งเป็นออกจากงานหลังจากมีมติคณะรัฐมนตรีและข้อบังคับคำสั่งและระเบียบของจำเลยให้ยกเลิกค่าครองชีพตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2532 ตามเอกสารหมายล.1 ถึง ล.5 หลังจากวันที่ 1 มกราคม 2532 จำเลยไม่ได้จ่ายค่าครองชีพให้แก่พนักงานของจำเลยซึ่งรวมถึงโจทก์ที่ 2 ด้วย แต่เป็นการจ่ายค่าจ้างที่คาดว่าจะได้รับการปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2532 จำเลยจึงจ่ายค่าจ้างที่เพิ่มให้ลูกจ้างแต่ละคนเท่ากับค่าครองชีพไปก่อน เมื่อมีคำสั่งปรับค่าจ้างและทราบว่าลูกจ้างแต่ละคนได้รับการปรับค่าจ้างคนละเท่าใดแล้ว จำเลยก็จะคิดหักกลบลบกันระหว่างค่าจ้างที่จ่ายเพิ่มไปก่อนกับค่าจ้างที่ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าค