ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2538นาย สุรสีห์ บุณยตุลย์โจทก์บริษัท โฮเต็ลลิเบอร์ตี้ จำกัดจำเลย ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ก), คำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทบ.เข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้นอ้างเหตุว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าโรงแรมพิพาทจากบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นผู้จะซื้อโรงแรมพิพาทจากโจทก์โดยโจทก์มอบอำนาจให้บริษัทบ.เป็นตัวแทนในการที่จะให้บุคคลภายนอกเช่าโรงแรมพิพาทได้จำเลยได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าและค่าเช่าประจำเดือนให้แก่บริษัทดังกล่าวไปแล้วหากจำเลยแพ้คดีโจทก์จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยจากบริษัทบ.ในฐานะที่เป็นผู้ผิดสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลยได้ตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไปโดยอาศัยสัญญาเช่าฉบับใหม่ที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทบ.กับจำเลยมิใช่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์กรณีมีเหตุสมควรที่จะเรียกบริษัทบ. เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา57(3)(ก) จำเลยฎีกาขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง200บาทตามตาราง1(2)ผขแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าอาคารสิ่งปลูกสร้างโรงแรมลิเบอร์ตี้ เลขที่ 215ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานครกับนางถนอม วิเศษอรัญญการ มีกำหนดเวลาเช่า16 ปี 6 เดือน คิดค่าเช่าตามที่ตกลงไว้ในสัญญาและมีข้อตกลงว่าเมื่อสัญญาเช่าเลิกกันแล้ว จำเลยต้องส่งมอบอาคารที่เช่าให้แก่ผู้ให้เช่าในสภาพดีเช่นเดิมและจำเลยผู้เช่าจะต้องชำระภาษีโรงเรือนและอื่น ๆด้วย ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2520 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางถนอม โจทก์จึงจดทะเบียนร