ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4477/2542

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4477/2542นายละออง ณ สกุลโจทก์นางขนิษฐาหรือบุญชู ณ สกุลจำเลย ป.พ.พ. ม. 1466 เดิม, ม. 1471 (3)การพิจารณาว่าทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสามีภริยาเป็นประเภทใดต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ได้มา จำเลยได้รับที่ดินพิพาทโดยทางพินัยกรรมในระหว่างสมรสและไม่มีการระบุว่าให้เป็นสินสมรหรือสินส่วนตัวเมื่อปีพ.ศ 2509 ในขณะที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตามบรรพ 5 เดิม มาตรา 1466 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาจะได้มีการแบ่งแยกที่ดินและออกโฉนดใหม่เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ตรวจ ชำระใหม่ พ.ศ. 2519 ใช้บังคับแล้ว ก็เป็นเรื่องการแบ่งทรัพย์สินในระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมไม่ทำให้ที่ดินพิพาทหลังจากแบ่งแยกโฉนดแล้วเปลี่ยนเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1471(3)โจทก์ฟ้องว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยาและจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2497 โดยขณะสมรสทั้งสองฝ่ายไม่มีสินเดิมในระหว่างสมรสคือเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2510 จำเลยได้รับทรัพย์สินคือที่ดินโฉนดเลขที่ 1433 กึ่งหนึ่งของเนื้อที่ 26 ไร่ 2 งาน 67 ตารางวา โดยจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับเจ้าของเดิม ต่อมาที่ดินถูกเวนคืนบางส่วนคงเหลือเป็นของจำเลย 9 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา ครั้นวันที่25 พฤษภาคม 2520 จำเลยได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวและออกโฉนดใหม่แยกจากโฉนดเดิมเป็นโฉนดเลขที่ 3719 และวันที่ 30 ธันวาคม 2530 โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุตร 5 คน คนละ 400 ส่วนใน 3743 ส่วน คงเหลือที่ดิน4 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา โจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาตั้งแต่ปี 2525 ถึงปัจจุบ