ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีคนงานปลูกกัญชาในที่ดินของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาต
การครอบครองต้นกัญชาซึ่งเป็นไม้ล้มลุกย่อมอยู่กับผู้ปลูก เมื่อจำเลยมิได้เป็นผู้ปลูกและโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยรู้เห็นเป็นใจ การครอบครองจึงไม่ตกแก่จำเลย
พิพากษายืน ให้ยกฟ้องโจทก์
นายโหย คนทำสวนของจำเลย ปลูกต้นกัญชาในที่ดินของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยบอกให้ถอนเพราะเป็นของผิด โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยรู้เห็นเป็นใจ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2342/2530พนักงานอัยการ จังหวัด สงขลาโจทก์นาง ฉิม แก้วฤทธิ์จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ห. คนทำสวนของจำเลยปลูกต้นกัญชาในที่ดินของจำเลย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลย ต้นกัญชาเป็นของ ห. ผู้ปลูก ไม่ใช่ของจำเลยจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย.โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผลิตโดยการเพาะปลูกและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 จำนวน 80กิโลกรัม โดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 (5), 8, 26, 75, 76, 102 และริบของกลาง จำเลยปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 (5), 8, 26, 76 ลงโทษจำคุก 1 ปีจำเลยรับในชั้นสอบสวนลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือนของกลางริบ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาว่า 'คดีนี้ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์ในข้อหาผลิต (ปลูก) กัญชา คงมีปัญหาในชั้นนี้เพียงว่า จำเลยมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่าต้นกัญชาเป็นพรรณไม้ประเภทไม้ล้มลุก เมื่อจำเลยมิได้เป็นผู้ปลูกแต่ผู้อื่นเป็นผู้ปลูก และการปลูกต้นกัญชาดังกล่าว โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยได้รู้เห็นเป็นใจด้วยอย่างใดในการปลูก ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีอมร จิตดำริห์ พยานโจทก์ก็ได้ความเพียงว่า จำเลยบอกพยานว่านายโหยคนงานเฝ้าสวนของจำเลยเป็นผู้ปลูกไว้ ในชั้นสอบสวนจำเลยได้ให้การว่า เมื่อจำเลยเข้าไปในสวนยางของจำเลยพบต้นกัญชางอกอยู่ในบริเวณขนำและตามบริเวณร่องยางพาราจำเลยได้บอกนายโหยผู้ปลูกให้ถอนต้นกัญชาที่ปลูกไว้ เพราะเป็นของผิด ปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเล