การปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามในท้องที่เกิดเหตุแห่งหนึ่งเพียงพอตามกฎหมายหรือไม่ และการฟ้องจำเลยที่ 3 สองสำนวนในความผิดต่างกรรมกันแล้วศา
การปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามในท้องที่เกิดเหตุแห่งหนึ่งเพียงพอตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 5 แล้ว และการฟ้องจำเลยในความผิดต่างกรรมกันแล้วศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณา ไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีลงโทษจำเลยทั้งสามไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันมีไม้ชาเรียนหรือทุเรียนป่า 7 ท่อน ปริมาตร 13.46 ลูกบาศก์เมตร และ 8 ท่อน ปริมาตร 17.82 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย โดยจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของและครอบครองร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้รถยนต์สิบล้อบรรทุกไม้ดังกล่าวพาเคลื่อนที
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2682 - 2683/2530พนักงานอัยการ จังหวัด ชุมพรโจทก์นาย จร งค์ อุดม ดี กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 25, ม. 39 (4), ม. 158 (5) พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 5 พ.ร.ฎ.กำหนดไม้หวงห้าม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2510 โจทก์ระบุในฟ้องว่าเหตุเกิดที่ตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอคีรีรัฐนิคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีและตำบลดอนยางอำเภอปะทิวจังหวัดชุมพรเมื่อได้ปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม (ฉบับที่2) พ.ศ.2510 ซึ่งกำหนดไม้ชาเรียน หรือทุเรียนป่าเป็นไม้หวงห้าม ณ ที่ว่าการอำเภอปะทิวและที่ทำการกำนันตำบลดอนยาง อันเป็นที่เกิดเหตุแห่งหนึ่งแล้ว ถือได้ว่าได้มีการปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามดังกล่าวในท้องที่ซึ่งเกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา5 แล้วโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 สองสำนวนในความผิดต่างกรรมกันศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณา มิใช่กรณีศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยอีกในการกระทำอันเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฟ้องซ้ำ.คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่าจำเลยได้ร่วมกันมีไม้ชาเรียนหรือทุเรียนป่า 7 ท่อน รวมปริมาตร 13.46 ลูกบาศก์เมตร และ 8ท่อน รวมปริมาตร 17.82 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามไว้ในความครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของและครอบครองร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2ใช้รถยนต์สิบล้อบรรทุกไม้หวงห้ามดังกล่าวพาเคลื่อนที่ไปให้พ้นเขตอำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปยังกรุงเทพมหานคร โดยรู้อยู่แล้วว่าไม้ดังกล่าวเป็นไม้ที่จำเลยที่ 3 ได้มาโดยการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484เหตุเกิดที่ตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเ