ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8010/2548บริษัทนารายณ์สากลประกันภัย จำกัดโจทก์บริษัทเนาวรัตน์ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. ม. 226, ม. 674, ม. 675 วรรคหนึ่ง, ม. 880 วรรคหนึ่งโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนรถยนต์คันเกิดเหตุที่หายไปให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเท่านั้น ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยส่งคืนรถยนต์คันเกิดเหตุแก่โจทก์ได้โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนรถยนต์กระบะคันดังกล่าวแก่โจทก์หรือชำระเงิน 251,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน น - 8453 กระบี่ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้นายพรสัยจะมิได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าได้นำรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุมาจอดไว้ที่บริเวณที่จอดรถยนต์โรงแรมจำเลยก็ตาม แต่วันรุ่งขึ้นเมื่อนายพรสัยทราบแน่ชัดว่ารถยนต์กระบะคันเกิดเหตุได้สูญหายไป นายพรสัยไปแจ้งแก่นางสาววิชญา กรรมการจำเลยให้ทราบทันที ซึ่งนางสาววิชญาพยานจำเลยก็เบิกความเจือสมข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกวิทยา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกระบี่ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเชื่อว่ารถยนต์คันเกิดเหต