ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3286/2549

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้

หลักกฎหมาย

ฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) การที่ศาลยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยมิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง จึงเป็นการไม่ชอบ

คำวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีสำหรับจำเลยที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาในชั้นนี้ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานกู้ยืมเงิน โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้ และยกฟ้องจำเลยที่ 3 โดยเห็นว่าคำฟ้องเคลือบคลุม โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3286/2549ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)โจทก์นายเพิ่มพูนหรือเพิ่มพูล เศรษฐเสถียร กับพวกจำเลย ป.วิ.พ. ม. 142 (5), ม. 223 ทวิ, ตาราง 1 (2) (กฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) การที่ศาลยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยมิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง จึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายมาโดยชัดเจนถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตลอดจนความรับผิดของจำเลยแล้วจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 (2) (ก) เมื่อปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลดังกล่าวเกินมา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,818,130.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ขอให้ยึดทรัพย์สินจำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน