ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4260 - 4262/2530

ประเด็นกฎหมาย

ความผิดฐานเปิดสาขาประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5(7), 16 กับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นกรรมเดียวหรือหลาย

หลักกฎหมาย

ความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5(7) และข้อ 16 ย่อมสำเร็จเมื่อจำเลยเปิดสาขาประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นคนละกรรมต่างหากจากความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขการปรับบทเรียงกระทงให้ถูกต้องได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

คำวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อเท็จจริงสำคัญ

บริษัทจำเลยที่ 2 เปิดสาขาหลังจากวันที่ประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 19 กันยายน 2519 ใช้บังคับแล้ว โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ร่วมและผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการและผู้จัดการสาขาหลงเชื่อในคำหลอกลวงของจำเลย จึงร่วมกันเปิดสาขาและชักชวนประชาชนนำเงินมาฝาก

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4260 - 4262/2530พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์นางกิตติมา ปิตะนีละผลินจำเลยนายอนันต์ หรืออรรถนันท์ พานิชเจริญ กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 2, ม. 59, ม. 83, ม. 91, ม. 341, ม. 343 ป.วิ.อ. ม. 2 (4), ม. 195, ม. 218, ม. 225 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7), ข้อ 16นับตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับลงวันที่ 19 กันยายน2519 เรื่อง กำหนดกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5(7) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 และประกาศกระทรวงการคลังฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2519เรื่องกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกอบกิจการที่ต้องขออนุญาต ฯ ใช้บังคับ บริษัทที่ประกอบธุรกิจเงินทุนจะต้องยื่นคำขอรับอนุญาตภายใน 60 วัน และจะมีสาขาไม่ได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถ้าบริษัทใดมีสาขาอยู่แล้วและประสงค์จะมีสาขานั้นต่อไปก็ให้ยื่นคำขอรับอนุญาตไปพร้อมกันด้วย บริษัทจำเลยที่ 2 เปิดสาขาหลังจากวันที่ประกาศดังกล่าวใช้บังคับแล้วโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ข้อ 5(7),16การที่โจทก์ร่วมและผู้มีชื่อเป็นผู้ช่วยผู้จัดการและผู้จัดการสาขาของบริษัทจำเลยที่ 2 หลงเชื่อในคำหลอกลวงของจำเลยจึงได้ร่วมกันเปิดกิจการสาขาของบริษัทจำเลยที่ 2 และชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาฝากบริษัทจำเลยที่ 2 ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วม ผู้มีชื่อ และประชาชนผู้นำเงินมาฝากมีส่วนร่วมกระทำความผิดและไม่ใช่ผู้เสียหายจำเลยฎีกาว่า การที่ผู้เสียหายนำเงินมาฝากเพราะเชื่อถือในบริษัทจำเลยที่ 2 จึงหาใช่มูลกรณีอันจะเป็นความผิดทางอาญาไม่ และบริษัทจำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจด้วยความบริสุทธิ์ มิได้หลอกลวงประชาชน จึงไม่มีความผิดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลง