ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4454 - 4455/2530

ประเด็นกฎหมาย

การที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของนายจ้างทั้งหมดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 8 วรรคแรก ทำให้นายจ้

หลักกฎหมาย

เมื่อนายจ้างถูกคำสั่งของรัฐให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินทั้งหมดจนไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ และไม่จ่ายค่าจ้างลูกจ้างเป็นเวลานานเกินสมควร (3 เดือนเศษ) ถือว่านายจ้างอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถจ้างลูกจ้างต่อไปได้ กรณีเป็นการเลิกจ้างโดยปริยาย นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสอง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

กระทรวงการคลังมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยและกรรมการผู้จัดการทั้งหมดตามมาตรา 8 วรรคแรก แห่ง พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ส่งผลให้จำเลยไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ และไม่จ่ายค่าจ้างโจทก์ที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2530 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 เดือนเศษ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4454 - 4455/2530นายโอภาส รัตโนภาส กับพวกโจทก์บริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัดจำเลย พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46การที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยและของกรรมการผู้จัดการของจำเลยไว้ทั้งหมด ตามมาตรา8วรรคแรกแห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 นั้นจำเลยย่อมไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ ซึ่งมีผลต่อไปว่าจำเลยไม่มีงานให้โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำและจำเลยก็ไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 เดือนเศษจำเลยจึงอยู่ในฐานะที่ไม่มีความสามารถจะจ้างโจทก์ที่ 2 ไว้เป็นลูกจ้างของจำเลยต่อไปได้กรณีถือได้ว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 2โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องมีใจความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยต่อมาจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีความผิด และไม่จ่ายค่าชดเชย และค้างจ่ายค่าจ้างอีกเป็นเงินคนละ 2,000 บาท ขอให้ศาลบังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า จำเลยไม่เคยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจำเลยเคยมีคำสั่งย้ายตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 โดยได้รับเงินเดือนเท่าเดิม แต่โจทก์ที่ 1 ไม่เข้าทำงานตามคำสั่ง เป็นการสมัครใจที่จะไม่ทำงานต่อไปจนกระทั่งจำเลยถูกดำเนินคดีและกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินและถูกปิดที่ทำการ จึงไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ส่วนโจทก์ที่ 2 ทำงานกับจำเลยจนกระทร