ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5509/2549พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีโจทก์นายไพฑูรย์ เหมือนวรจำเลย ป.อ. ม. 56, ม. 57 พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 17 วรรคสองศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยผิดเงื่อนไขคุมประพฤติ จึงลงโทษจำคุกตามโทษที่รอการลงโทษไว้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตาม ป.อ. ฯ มาตรา 17 วรรคสอง โจทก์จะฎีกาไม่ได้ ที่อัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาและศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 เดือนและปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ต่อมาพนักงานคุมประพฤติรายงานว่า เมื่อจำเลยไปรายงานตัวและพนักงานคุมประพฤติเก็บปัสสาวะของจำเลยไปตรวจ พบสารกัญชาในปัสสาวะของจำเลยพนักงานคุมประพฤติจึงมีหนังสือเตือนให้จำเลยเลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ เมื่อจำเลยไปพบพนักงานคุมประพฤติ จำเลยให้ถ้อยคำว่ายังคงเสพกัญชาอยู่อีก ขอให้ศาลชั้นต้นเพิ่มเงื่อนไขคุมความประพฤติของจำเลย ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยมาสอบถาม จำเลยรับว่าขณะรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติครั้งแรกจำเลยยังคงเสพกัญชาเป็นบางครั้ง แต่ปั