ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 702/2529

ประเด็นกฎหมาย

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ และการแทงผู้อื่นเป็นการป้องกันตัวโดยชอบหรือไม่

หลักกฎหมาย

ประจักษ์พยานโจทก์เบิกความขัดกันในข้อสาระสำคัญ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายชิงทรัพย์ และการกระทำของจำเลยที่ใช้มีดแทงผู้ที่วิ่งไล่ทำร้ายตนก่อน โดยบาดแผลเล็กน้อย ถือเป็นการป้องกันตัวโดยพอสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68

คำวินิจฉัย

การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ และการแทงนายวิจิตรเป็นการป้องกันตัวโดยพอสมควรแก่เหตุ พิพากษายืนให้ยกฟ้อง

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยนัดพบผู้เสียหายและผู้เสียหายยอมให้สร้อยคอพร้อมจี้แก่จำเลยเพื่อนำไปขายตามข้อตกลง ก่อนเกิดเหตุ 4-5 วัน จำเลยเข้าห้องนอนผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายรักใคร่กับจำเลย นายวิจิตรวิ่งไล่ทำร้ายจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้มีดแทงป้องกันตัว บาดแผลเล็กน้อย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 702/2529พนักงานอัยการ จังหวัด ศรีษะเกษโจทก์นาย บุญเรือง แก้วพวงจำเลย ป.อ. ม. 68, ม. 339 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 14จำเลยนัดพบผู้เสียหายที่ที่เกิดเหตุแล้วผู้เสียหายยอมให้สร้อยคอกับจี้แก่จำเลยเพื่อนำไปขายเอาเงินมาให้พ่อแม่ผู้เสียหายตามข้อตกลงกรณีที่จำเลยเข้าห้องนอนผู้เสียหายก่อนเกิดคดีนี้4-5วันเพราะผู้เสียหายรักใคร่อยู่กับจำเลยส่วนที่จำเลยใช้มีดแทงว.พี่ชายของผู้เสียหายก็เพราะว.วิ่งไล่ทำร้ายจำเลยก่อนเป็นการป้องกันตนเองพอสมควรแก่เหตุการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา339ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่11ลงวันที่21พฤศจิกายน2514ข้อ14 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา339วรรค4จำคุก10ปีให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน2,500บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีนางสาวปราณีแก้วพวงผู้เสียหายกับนายวิจิตรแก้วพวงเป็นประจักษ์พยานโดยผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าไปนาตั้งแต่ประมาณ6นาฬิกาอีกประมาณ2ชั่วโมงนายวิจิตรจึงไปช่วยประมาณ9นาฬิกาพยานกลับบ้านก่อนระหว่างทางถูกจำเลยใช้แขนรัดคอลากเข้าไปในป่าข้างทางประมาณ4วาใช้มีดจี้คอแล้วกระชากสร้อยคอพร้อมจี้ไปพยานร้องขอความช่วยเหลือมีนายวิจิตรเข้ามาช่วยอีก3วาจะถึงจำเลยก็วิ่งหนีนายวิจิตรวิ่งตามอีกประมาณ5นาทีนายวิจิตรกลับมามีโลหิตไหลที่แขนแล้วพากันกลับบ้านตอนจำเลยเอาสร้อยไปพยานบอกจำเลยว่าถ้าเอาไปแม่จะไม่ยอมให้ที่นาแก่พยานเพราะแม่ซื้อสร้อยให้ส่วนของนายวิจิตรเบิกความว่าไปนาตั้งแต่ประมาณ6นาฬิกาต่อมาผู้เสียหายจึงไปช่วยเมื่อไ