อัตราดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เมื่อคืนเงินมัดจำตามมาตรา 391 วรรคสอง และการคำนวณค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา
การคืนเงินมัดจำตามมาตรา 391 วรรคสอง ไม่ใช่การผิดนัดตามสัญญา จึงไม่อาจนำอัตราดอกเบี้ยตามสัญญามาใช้ได้ ต้องใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีตามมาตรา 7
พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 300 บาท แก่โจทก์
โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากจำเลย ชำระเงินมัดจำ 935,442 บาท ต่อมาโจทก์พบว่าหน้างานไม่เรียบร้อยจึงขอเลื่อนวันโอน จำเลยบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำ โจทก์บอกเลิกสัญญาและฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนพร้อมดอกเบี้ย
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2548นายอนันต์ ตั้งกิติกุลโจทก์บริษัทอภิลาภ จำกัดจำเลย ป.พ.พ. ม. 7, ม. 391 วรรคสอง ป.วิ.พ. (ตาราง 1 (2) (4) ท้าย ป.วิ.พ.)โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำ 935,442 บาท คืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับไว้จนถึงวันฟ้อง โดยอาศัยเหตุการคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสอง และขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอาศัยข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขาย จึงเป็นการขอดอกเบี้ยโดยอาศัยเหตุต่างกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินมัดจำและดอกเบี้ยตามขอรวมเป็นเงิน 1,035,442 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 935,442 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาจะซื้อจะขายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้น โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จำนวน 200 บาท และค่าขึ้นศาลสำหรับดอกเบี้ยในอนาคตอีก 100 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (2) และ ข้อ (4) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาจำนวน 8,040 บาท จึงเสียค่าขึ้นศาลเกินมา ต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาสำหรับส่วนที่เกิน 300 บาท แก่โจทก์ไปทั้งหมดโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากจำเลยเป็นเงิน 4,677,210 บาท ตกลงชำระเงินมัดจำจำนวน 935,442 บาท ที่เหลือ 3,741,768 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์พบว่าหน้างานยังไม่แล้วเสร็จ จ