การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 หรือไม่ และการที่จำเลยใช้มีดแทงนายวิจิตรเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 68
ประจักษ์พยานโจทก์ที่เบิกความขัดกันในข้อสาระสำคัญฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายชิงทรัพย์ และการที่จำเลยใช้มีดแทงนายวิจิตรเป็นการป้องกันตัวโดยพอสมควรแก่เหตุ เนื่องจากนายวิจิตรเป็นฝ่ายไล่ทำร้ายจำเลยก่อน
การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ และการที่จำเลยใช้มีดแทงนายวิจิตรเป็นการป้องกันตนเองพอสมควรแก่เหตุ พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์
จำเลยนัดพบผู้เสียหายที่ที่เกิดเหตุและผู้เสียหายยอมให้สร้อยคอพร้อมจี้แก่จำเลยเพื่อนำไปขายเอาเงินมาให้พ่อแม่ผู้เสียหายตามข้อตกลง ก่อนเกิดคดี 4-5 วัน จำเลยเข้าห้องนอนผู้เสียหายในเวลาวิกาลเพราะผู้เสียหายรักใคร่อยู่กับจำเลย นายวิจิตรวิ่งไล่ทำร้ายจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้มีดแทงนายวิจิตรเพื่อป้องกันตัว บาดแผลข
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 702/2529พนักงานอัยการ จังหวัด ศรีษะเกษโจทก์นาย บุญเรือง แก้วพวงจำเลย ป.อ. ม. 68, ม. 339 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 14จำเลยนัดพบผู้เสียหายที่ที่เกิดเหตุแล้วผู้เสียหายยอมให้สร้อยคอกับจี้แก่จำเลยเพื่อนำไปขายเอาเงินมาให้พ่อแม่ผู้เสียหายตามข้อตกลงกรณีที่จำเลยเข้าห้องนอนผู้เสียหายก่อนเกิดคดีนี้4-5วันเพราะผู้เสียหายรักใคร่อยู่กับจำเลยส่วนที่จำเลยใช้มีดแทงว.พี่ชายของผู้เสียหายก็เพราะว. วิ่งไล่ทำร้ายจำเลยก่อนเป็นการป้องกันตนเองพอสมควรแก่เหตุการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์.โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา339ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่11ลงวันที่21พฤศจิกายน2514ข้อ14จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา339วรรค4จำคุก10ปีให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน2,500บาทแก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีนางสาวปราณีแก้วพวงผู้เสียหายกับนายวิจิตรแก้วพวงเป็นประจักษ์พยานโดยผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าไปนาตั้งแต่ประมาณ6นาฬิกาอีกประมาณ2ชั่วโมงนายวิจิตรจึงไปช่วยประมาณ9นาฬิกาพยานกลับบ้านก่อนระหว่างทางถูกจำเลยใช้แขนรัดคอลากเข้าไปในป่าข้างทางประมาณ4วาใช้มีดจี้คอแล้วกระชากสร้อยคำพร้อมจี้ไปพยานร้องขอความช่วยเหลือมีนายวิจิตรเข้ามาช่วยอีก3วาจะถึงจำเลยก็วิ่งหนีนายวิจิตรวิ่งตามอีกประมาณ5นาทีนายวิจิตรกลับมามีโลหิตไหลที่แขนแล้วพากันหลบหนีตอนจำเลยเอาสร้อยไปพยานบอกจำเลยว่าถ้าเอาไปแม่จะไม่ยอมให้ที่นาแก่พยานเพราะแม่ซื้อสร้อยให้ส่วนนายวิจิตรเบิกความว่าไปนาตั้งแต่ประมาณ6นาฬิกาต่อมาผู้เสียหายจึงไปช่วยเมื่อได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือขอ