โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายไม่มีอำนาจอุทธรณ์และฎีกาในข้อหาทำลายพยานหลักฐาน เนื่องจากไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว และข้อห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยมิได้ระบุฐานความผิด ต้องถือว่าอนุญาตเฉพาะข้อหาที่ผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้น ความผิดเกี่ยวกับการทำลายพยานหลักฐานเป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ ผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อหานั้น และข้อห้
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เฉพาะที่พิพากษาในข้อหาทำลายพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งหมด
ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยมิได้ระบุฐานความผิด โจทก์ร่วมเป็นบิดาผู้ตาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 25 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุก 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี ฐานซ่อนเร้นย้ายศพเพื่
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2110/2548พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานีโจทก์นายสังเวียน พงษ์สิทธิผลโจทก์ร่วมนายสมหมาย เรืองเนตรจำเลย ป.อ. , ม. 199, ม. 288, ม. 335 ป.วิ.อ. ม. 2 (4), ม. 2 (14), ม. 195 วรรคสอง, ม. 225การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใดต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและฐานลักทรัพย์ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ส่วนความผิดเกี่ยวกับการทำลายพยานหลักฐานไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง แม้จำเลยจะย้ายศพ จ. ผู้ตายเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายก็ตามโจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายก็ไม่ได้เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย พนักงานอัยการโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาทำลายพยานหลักฐานจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักในข้อหาทำลายพยานหลักฐาน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาดังกล่าวแล้วพิพากษายืนจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกจำเลยเกินห้าปีโจทก์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ข้อห้ามฎีกาดังกล่าวนี้ย่อมใช้บังคับโจทก์ร่วมด้วย เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (14) ได้นิยามศัพท์คำว่า "โจทก์" ไว้ว่า หมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสีย