ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2667/2550นางสาวเอื้อมพร สรวิสูตร กับพวกโจทก์สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โจทก์ร่วมนายสุรชัย หน้าหยกจำเลย ป.พ.พ. ม. 27, ม. 138คำร้องของจำเลยที่อ้างว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยหลงผิดในสาระสำคัญแห่งสัญญาเนื่องจากจำเลยไม่เข้าใจถึงข้อความที่ระบุในสัญญาให้โจทก์บังคับจำเลยให้ออกจากอาคารพิพาท คำพิพากษาของศาลจึงตกเป็นโมฆะ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมได้สิ้นสุดลงก่อนที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างว่า คำพิพากษาตามยอมเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นเพียงเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 (2) ที่จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้เท่านั้น แต่มิใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยกเลิกเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินการมาแล้วเสียทั้งหมดได้คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีใจความสำคัญว่า โจทก์ทั้ง 11 คน และโจทก์ร่วมยอมให้จำเลยอยู่อาศัยในที่พิพาทมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญานี้ ซึ่งบ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ร่วม โจทก์ทั้ง 11 คน ได้ทำสัญญาเช่าไว้กับโจทก์ร่วมและจำเลยจะอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินดังกล่าวโดยไม่ต้องชำระค่าเช่าหรือค่าตอบแทนอื่นใดตลอดระยะเวลาดังกล่าว การอยู่อาศัยของจำเลยจะไม่ทำความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด และหากครบกำหนดแล้ว โจทก์ทั้ง 11 คน หรือคนใดคนหนึ่งต้องการที่พิพาทเพื่อรื้อถอน ปรับปรุง หรือซ่อมแซมเป็นที่อยู่อาศัยของโ