ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 102/2517

ประเด็นกฎหมาย

การแบ่งปันทรัพย์มรดกตามลัทธิศาสนาอิสลามที่มิได้ปฏิบัติตามมาตรา 1750 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่มีผลสมบูรณ์ และโจทก์ยังมีสิทธิขอแบ่งมรดกตามมาตรา

หลักกฎหมาย

การแบ่งปันทรัพย์มรดกตามลัทธิศาสนาอิสลามในคดีที่มิได้เกิดขึ้นในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 1750 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิฉะนั้นไม่มีผลสมบูรณ์ หากยังมิได้มีการแบ่งปันตามกฎหมาย โจทก์ย่อมขอให้แบ่งมรดกได้ตามมาตรา 1748

คำวินิจฉัย

ทรัพย์พิพาทยังมิได้มีการแบ่งปันกันตามกฎหมาย โจทก์ย่อมขอให้แบ่งได้ตามมาตรา 1748 ทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรส โดยให้โจทก์ได้ส่วนแบ่ง 3 ส่วน และจำเลยได้ 1 ส่วน พิพากษาแก้เฉพาะที่เกี่ยวกับโฉนดเลขที่ 150 ให้โจทก์ได้ส่วนแบ่ง 3 ส่วน แต่คิดเป็นเนื้อที่ไม่เกิน 2 ไร่ 1 งาน 33 วาเพื่อไม่ให้เกินคำขอ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์และจำเลยเป็นอิสลามศาสนิก มีการแบ่งปันมรดกตามลัทธิศาสนาอิสลามโดยมีบันทึกการแบ่งปันซึ่งมีแต่รายการทรัพย์สิน ไม่มีข้อตกลงและไม่มีผู้ลงชื่อ และโจทก์กับจำเลยยังคงครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกันตลอดมา

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ป.พ.พ. ม. 1748
  • ม. 1750
  • มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานีนราธิวาสยะลาและสตูล
  • มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 102/2517นางกำมาเลี้ยะ อีหม่านโจทก์นายอุสมาน อีหม่านจำเลย ป.พ.พ. ม. 1748, ม. 1750 พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 แม้โจทก์และจำเลยจะเป็นอิสลามศาสนิกและเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องมรดกอิสลามศาสนิกก็ตาม แต่ถ้ามิใช่เป็นคดีที่เกิดขึ้นในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูลแล้วก็จะนำลัทธิศาสนาอิสลามหรือกฎหมายอิสลามมาใช้บังคับในการแบ่งปันทรัพย์มรดกแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการแบ่งมรดกไม่ได้ เพราะเป็นการขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานีนราธิวาสยะลาและสตูล พ.ศ. 2489 ฉะนั้น ถ้าได้มีการนำวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามลัทธิศาสนาอิสลามมาใช้ในการแบ่งปันทรัพย์มรดกก็จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติมาตรา 1750 ด้วย จึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแม้จะได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกกันจริงตามวิธีการแบ่งในลัทธิศาสนาอิสลาม และโจทก์ตกลงยินยอมตามผลการแบ่งปันดังกล่าว แต่บันทึกการแบ่งปันนั้นมีแต่รายการทรัพย์สินไม่มีข้อตกลงใด ๆ และไม่มีผู้ใดลงชื่อในบันทึกนั้นเลย ดังนี้ ไม่เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1750 วรรค 2 จึงหามีผลสมบูรณ์อันจะบังคับกันระหว่างคู่กรณีได้ไม่ และเมื่อโจทก์กับจำเลยยังครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกันตลอดมา ซึ่งยังถือไม่ได้ว่าได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกด้วยต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัดตามมาตรา 1750 วรรคแรก แล้ว ทรัพย์พิพาท จึงยังถือว่าครอบครองร่วมกันมาโดยมิได้มีการแบ่งปันตามกฎหมาย โจทก์ย่อมขอให้แบ่งได้ตามมาตรา 1748โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยานายยูนุชเจ้ามรดก มีบุตรหนึ่งคนคือจำเลย ก่อนวายชนม์ นายยูนุชได้รับมรดกจากบิดามารดาขอ