การกระทำของลูกจ้างที่ขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ และเบี้ยเลี้ยงที่จ่ายให้ลูกจ้างเป็นค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทยห
เบี้ยเลี้ยงที่จ่ายให้ลูกจ้างโดยคำนวณตามเวลาที่ทำงานให้แก่นายจ้างและสมควรแก่ปริมาณงานที่ทำ ถือเป็นส่วนหนึ่งของสินจ้างและเป็นค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินค่าทดแทนฯ มิใช่เงินสงเคราะห์ลูกจ้าง การตีความคำว่า 'ค่าจ้าง' ต้องเป็นไปตามคำนิยามในประกาศดังกล่าว ไม่ใช่ตามประมว
พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
ลูกจ้างขับรถบรรทุกน้ำมันด้วยความเร็วสูงเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและแซงรถข้างหน้าจนรถพลิกคว่ำถึงแก่ความตาย ลูกจ้างได้รับเงินเดือนเดือนละ 350 บาท และเบี้ยเลี้ยงเฉลี่ยเดือนละ 957.60 บาท โดยเบี้ยเลี้ยงคำนวณตามเวลาที่ทำงาน
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 675/2517บริษัทเกียรตินันทวัฒน์ จำกัดโจทก์กรมแรงงานจำเลย ป.พ.พ. ม. 4 ป.วิ.พ. ม. 84 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินค่าทดแทนตลอดจนจำนวนเงินค่าทดแทน ฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2501 โจทก์ฟ้องว่า ผู้ตายซึ่งเป็นพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมันลูกจ้างของโจทก์ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด จนรถคว่ำถึงแก่ความตาย เป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าทดแทนให้แก่ทายาทของผู้ตาย แต่จำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้ว่า ผู้ตายขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง มิใช่กระทำโดยจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะไม่มีเหตุผลประการใดที่ผู้ตายจะจงใจกระทำในเรื่องที่มีผลให้ตนต้องถึงแก่ความตาย ดังนี้ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบข้อเท็จจริงตามข้ออ้างในฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบ ย่อมรับฟังตามที่โจทก์อ้างไม่ได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินค่าทดแทนฯ ข้อ 3 ให้คำนิยามคำว่า 'ค่าจ้าง' ไว้ หมายความถึงสินจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ไม่ว่าสินจ้างนั้นจะเรียกชื่อหรือคำนวณอย่างไรก็ตาม แต่ไม่รวมถึงค่าล่วงเวลาค่าล่วงเวลาในวันหยุด โบนัส หรือผลประโยชน์อย่างอื่นที่มีลักษณะเป็นการสงเคราะห์ลูกจ้าง ผู้ตายเป็นลูกจ้างขับรถบรรทุกน้ำมันของโจทก์ได้รับเงินเดือน ๆ ละ 350 บาทและเบี้ยเลี้ยงถัวเฉลี่ยเดือนละ 957.60 บาท เงินเดือนที่ผู้ตายได้รับนั้นเป็นอัตราที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นค่าจ้างในปัจจุบัน และไม่ได้ส่วนสัดกับงานของพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมัน ส่วนเบี้ยเลี้ยงนั้น โจทก์จ่ายให้แก่พนักงานขับรถเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งโดยคำนวณตามเวลาที่ทำงานให้แก่โจทก์ซึ่งสมควรแก่ปริมาณงานที่ทำ จึงถือได้ว่าเบี้ยเลี้ยงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสินจ้างที่โจทก์จ่าย