ปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลจังหวัดเชียงใหม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เนื่องจากจำเลยโต้แย้งว่าศาลไม่มีอำนาจเพราะเหตุเกี่ยวกับกฎอัยการศึก
เมื่อมีประกาศพระบรมราชโองการเลิกใช้กฎอัยการศึกในจังหวัดเชียงใหม่ก่อนเกิดเหตุ ศาลจังหวัดเชียงใหม่ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช 2465 มาตรา 20 ทวิ วรรค 2, 3 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2504 มาตรา 6 ให้ลงโทษตามมาตรา 20 ทวิ วรรค 3 ซึ่งเป็นกระทงหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 12 ปี เฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์และมอร์ฟีนของกลางให้ริบ ของกลางนอกจากนี้คืนเจ้าของ
จำเลยมีเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์หนัก 65.65 กรัม และมอร์ฟีนหนัก 36.50 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2514 ที่ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2514 เวลา 6.00 นาฬิกา ก่อนเกิดเหตุ
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 766/2517พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่โจทก์นายเสน่ห์ เกิดแต้มจำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 20ทวิ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2504 ม. 6 ป.อ. ม. 90, ม. 91 ประกาศพระบรมราชโองการเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางจังหวัดลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2514 จำเลยมีเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์และมอร์ฟีนไว้เพื่อจำหน่าย ย่อมมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2465 มาตรา 20ทวิ วรรคสอง และวรรคสาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2504 มาตรา 6 ความผิดตามวรรคสามเป็นกระทงหนักที่สุดจำเลยกระทำความผิดต่อ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษเมื่อวันที่24 กันยายน 2514 ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเพราะได้มีประกาศพระบรมราชโองการเลิกใช้กฎอัยการศึกในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2514 เวลา 6.00 นาฬิกาแล้วโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2514 เวลากลางวันจำเลยได้บังอาจมีเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์หนัก 65.65 กรัม และมอร์ฟีนหนัก 36.50 กรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาดไว้ในความครอบครอง และจำเลยได้บังอาจขาย จำหน่าย จ่ายแจกให้ผู้อื่นและเสพเข้าร่างกาย ซึ่งเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์และมอร์ฟีนอันเป็นการละเมิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ เหตุเกิดที่ตำบลช้างคลานอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2465 มาตรา 20 ทวิ, 20 ตรี, 22, 29พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2504 มาตรา 6, 7,8, 12 ให้ริบของกลางจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2465 มาตรา 20 ทวิ, 20 ตรี,22, 29 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2504มาตรา 6