ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1057/2517

ประเด็นกฎหมาย

ปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทำสัญญาเช่าซื้อ ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้

หลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์ฟ้องและแนบสัญญาเช่าซื้อซึ่งระบุว่าผู้ลงชื่อเป็นผู้แทนผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ และจำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์โดยมิได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งถึงเรื่องความถูกต้องในฐานะตัวแทน โจทก์ไม่จำต้องนำสืบถึงการมอบอำนาจอีก การนำสืบตามฟ้องโดยส่งสัญญาเช่าซื้อเพียงพอที่จะแสดงนิติสัมพันธ์แล้ว

คำวินิจฉัย

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ตามประเด็นที่โต้เถียงกัน

ข้อเท็จจริงสำคัญ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยในสัญญาเช่าซื้อแนบท้ายฟ้องระบุว่าผู้ลงชื่อเป็นผู้แทนผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับว่าได้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์จริง มิได้กล่าวว่าสัญญาไม่สมบูรณ์เพราะเหตุใด ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1057/2517บริษัทร.ส.พ. ยานยนต์ จำกัด โดยพลโท จิตต์ สุนทานนท์โจทก์และพันตรี อาจ พุกกะมาน กรรมการโจทก์ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสามพรานขนส่ง ที่ 1 นายเฉลิม บำรุงกิจ ที่ 2จำเลยนายประสาท เต็มเจริญ ที่ 3 นายฟู่ ลิ่วติวงศ์ ที่ 4จำเลย ป.วิ.พ. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ในสัญญาเช่าซื้อซึ่งแนบมาท้ายฟ้องระบุด้วยว่าผู้ลงชื่อเป็นคู่สัญญากับจำเลยเป็นผู้แทนผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ จำเลยก็ให้การรับว่าได้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์มิได้กล่าวว่าสัญญาไม่สมบูรณ์เพราะเหตุใด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ทำสัญญาเช่าซื้อถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จึงเป็นการมิชอบโจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 และเป็นหุ้นส่วนชนิดไม่จำกัดความรับผิด เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2509 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โดยสารไป 1 คัน ราคาค่าเช่าซื้อ 310,000 บาทและจำเลยที่ 1 ได้รับมอบรถยนต์ไปจากโจทก์แล้วโดยตกลงว่า ในวันที่6 กุมภาพันธ์ 2510 จะชำระเงินให้โจทก์ 40,000 บาท ส่วนค่าเช่าซื้อที่ค้างอยู่อีก 270,000 บาท นั้น จำเลยที่ 1 จะผ่อนชำระให้โจทก์เป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน เดือนละ 7,500 บาท โดยจะเริ่มชำระงวดแรกตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2510 เป็นต้นไป หากมีการติดค้างค่าเช่าซื้อ ยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังมีรายละเอียดตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อท้ายฟ้อง ในการเช่าซื้อนี้มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกัน ดังปรากฏตามสำเนาท้ายฟ้องเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้วก็ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อร