ฎีกาที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1946/2517

ประเด็นกฎหมาย

จำเลยจอดรถอยู่ในเส้นทาง มีรถคันอื่นชนรถที่จอดท้ายรถจำเลยอัดเข้ากับรถจำเลย เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกาย จำเลยไม่ช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุ ต้

หลักกฎหมาย

ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ก่อให้เกิดอันตราย ไม่มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 30

คำวินิจฉัย

พิพากษายืน (ยกฟ้อง) จำเลยไม่มีความผิด

ข้อเท็จจริงสำคัญ

จำเลยขับรถบรรทุกหยุดอยู่ในเส้นทาง มีรถยนต์ส่วนบุคคลจอดท้ายรถจำเลย นายป้อขับรถโดยสารฝ่าฝืนกฎหมายชนรถยนต์ส่วนบุคคลอัดเข้ากับรถจำเลย เป็นเหตุให้นายสุวรรณได้รับอันตรายแก่ร่างกาย จำเลยไม่ช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุ

เนื้อหาคำพิพากษา (บางส่วน)

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1946/2517พนักงานอัยการกรมอัยการโจทก์นายสุข พลอยบุตรจำเลย พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2477 ม. 30, ม. 68 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 59 ข้อ 6, ข้อ 13จำเลยขับรถยนต์บรรทุกหยุดอยู่ในเส้นทาง มีรถยนต์ส่วนบุคคลมาหยุดอยู่ท้ายรถยนต์บรรทุกของจำเลย ป. ขับรถยนต์โดยสารอีกคันหนึ่งฝ่าฝืนกฎหมายชนรถยนต์ส่วนบุคคลดังกล่าวอัดเข้ากับรถบรรทุกของจำเลย เป็นเหตุให้คนบนรถยนต์ส่วนบุคคลได้รับอันตรายแก่กาย ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายแก่บุคคลอื่น ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 มาตรา 30 ซึ่งแก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 59 ข้อ 6 เมื่อจำเลยไม่กระทำการช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่เป็นความผิดโจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกจะเลี้ยวรถข้ามไปยังถนนอีกซีกหนึ่ง ได้หยุดรอรถทางตรงอยู่ในทางเดินรถช่องที่ 3 ชิดเกาะกลางถนน ขณะนั้น นายป้อ เต็มสระน้อย ขับรถยนต์โดยสารมาด้วยความเร็วแซงรถอื่นเข้ามาในทางเดินรถช่องสามโดยไม่ระมัดระวังชนรถยนต์ส่วนบุคคลคันหนึ่งซึ่งจอดรอรถยนต์บรรทุกของจำเลยอยู่อัดเข้ากับรถยนต์บรรทุกของจำเลย เป็นเหตุให้นายสุวรรณ สุจริตซึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์ส่วนบุคคลคันดังกล่าวได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัส ซึ่งจะเป็นความผิดของจำเลยหรือไม่ก็ตาม จำเลยบังอาจไม่กระทำการช่วยเหลือตามสมควร และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กลับหลบหนีไป ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 30, 68 พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2508 มาตรา 15 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 59 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 6, 13 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ใช่ผู้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่